สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับทุกๆท่าน Welcome to...



วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552

อาบน้ำอย่างไรให้สวย






อาบน้ำอย่างไรให้สวย

*การอาบน้ำเป็นกิจวัตรประจำวันที่สุดแสนจะธรรมดา แต่เชื่อหรือไม่ว่า หากพิถีพิถันกับการอาบน้ำสักนิดจะส่งผลให้ผิวพรรณสวยขึ้นและไม่เจ็บป่วยง่ายอีกด้วย สิ่งที่ควรคำนึงถึงเมื่ออาบน้ำมีดังนี้ค่ะ

*ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด

*ผิวธรรมดา-ผิวมัน : เลือกใช้สบู่ที่มีค่าความเป็นกรด-ด่างใกล้เคียงกับผิวมากที่สุด คือ pH 5.5 เพราะสบู่ที่เป็นด่างเมื่ออาบกับน้ำกระด้าง จะทำให้เกิดขี้ไคลสบู่ ถูล้างไม่ออก นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงสบู่ที่มีกลิ่นฉุนและแรง เพราะอาจทำให้ผิวแพ้ได้

*ผิวแห้ง : เลือกใช้ครีมหรือเจลอาบน้ำแทนสบู่ เพราะครีมหรือเจลมีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรซ์เซอร์ซึ่งไม่ละลายไปกับน้ำที่อาบและเคลือบผิวไว้หลังอาบน้ำเสร็จแล้ว สังเกตจากคราบลื่นๆ ที่อยู่บนผิว ซึ่งบางคนเข้าใจผิดคิดว่าล้างออกไม่หมด จึงล้างต่ออีก ซึ่งอาจทำให้ผิวระคายเคือง แดง หรือลอกได้

*ผลิตภัณฑ์อโรม่า

*หลังแช่น้ำในอ่างอาบน้ำอุ่นเสร็จแล้ว ควรอาบน้ำเย็นอีกครั้งเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้เป็นปกติ และใช้น้ำมันหอมระเหยหรืออโรม่าร่วมด้วย มีข้อดีคือ น้ำมันบางชนิดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้โดยตรงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดูมีน้ำมีนวลมากกว่าการใช้โลชั่นทาผิว, บรรเทาอาการเจ็บปวดเมื่อยล้า, ปรับสมดุลของกระบวนการเมตาบอลิซึม ระบบการย่อยช่วยให้ร่างกายสะสมพลังงานได้ดีขึ้น และนอนหลับง่ายขึ้น

*สำหรับคุณภาพของน้ำมันหอมระเหยดูได้จากราคา ถ้าราคาแพงคุณภาพจะดีกว่า นอกจากนี้ควรเลือกกลิ่นอโรม่าให้เหมาะกับชนิดของผิว เช่น ผิวธรรมดา-ผิวมันควรเลือกใช้น้ำมันดอกมะลิ , ดอกเยอราเนียม, ดอกกุหลาบ 1 หยดต่อน้ำปริมาตร 1 อ่างช่วยรักษาสมดุลความเป็นกรด-ด่างให้กับผิว ถ้าผิวแห้งควรใช้น้ำมันดอกกุหลาบ, จันทร์หอม, คาโมมาย 2 หยด ตามด้วยน้ำมันพืช เช่น โจโจ้บา หรือ sweet almond 2-3 ช้อนโต๊ะต่อน้ำปริมาตร 1 อ่าง

*อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของการใช้น้ำมันหอมระเหยไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ ดังนั้นอย่าใช้น้ำมันมากเกินไปเพราะจะทำให้เกิดผลตรงข้าม

*ใยบวบ

*ทำมาจากกากบวบ ใช้ถูตัวขจัดคราบไคลออกได้หมดจดมากกว่าฝ่ามือ เซลล์ผิวที่ตายแล้วจะหลุดออกมาโดยง่าย และประหยัดสบู่มากกว่าด้วย เมื่อใช้เสร็จควรล้างเศษสบู่ออกให้หมดแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง ใยบวบไม่เหมาะกับคนผิวแห้งเพราะอาจทำให้ผิวแดงระคายเคืองได้ สำหรับคนผิวแห้งเลือกใช้ฟองน้ำแทน

*แปรงขัดตัว

*ทำจากไนลอนเป็นเส้นๆ ขัดขี้ไคลออกเหมือนกับใยบวบ แต่แรงกดมากกว่าและมีด้ามจับสะดวก ก่อนใช้ให้เติมอโรม่าที่ขนแปรง เวลาขัดควรหลีกเลี่ยงบริเวณศูนย์รวมเส้นประสาทหรือจุดอ่อนบางเช่น กระดูกสันหลังและไหปลาร้า เพราะจะทำให้เกิดรอยดำและกระเทือนต่อระบบประสาทได้ ควรทำความสะอาดแปรงขัดตัวของคุณทุกสัปดาห์ โดยแช่น้ำส้มสายชูทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วล้างอีกครั้งด้วยน้ำสบู่อุ่นๆ

*เกลือหรือสครับ

*ถูให้ทั่วตัวช่วยขจัดเซลล์ผิวชั้นนอกออก ควรใช้สครับสัปดาห์ละครั้ง หากใช้บ่อยเกินไปจะทำให้ผิวอ่อนแอ ระคายเคืองง่าย

*เทคนิคอาบน้ำให้สวย

*น้ำเย็น เหมาะกับอากาศร้อน แนะนำให้อาบน้ำที่อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส ทำให้ผิวสดชื่นเย็นสบาย ลดอาการอ่อนเพลียของกล้ามเนื้อ รูขุมขนกระชับ ผิวตึงตัวดี เริ่มจากราดน้ำเย็นบนใบหน้า แขน ขาก่อนเพื่อให้ร่างกายปรับอุณหภูมิ จากนั้นถูเบาๆ ด้วยสบู่ จากปลายมือมายังต้นแขน จากปลายเท้าขึ้นมายังหน้าท้อง ส่วนบริเวณจุดสัมผัสต่างๆ เช่นข้อศอก หัวเข่า ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของผงขัดถูทิ้งไว้ 3-4 นาที เพื่อให้ผิวลดความหยาบลง หลังอาบน้ำใช้ฝ่ามือตบเบาๆ ทั่วตัว เพื่อกระตุ้นผิวหนังและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

*น้ำร้อน อุณหภูมิประมาณ 38-40 องศาเซลเซียส ร้อนกว่าอุณหภูมิภายในร่างกายเล็กน้อย เหมาะกับกระตุ้นคนขี้เกียจที่พึ่งตื่นนอน หรือหลังเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการทำงานหนัก แนะนำให้แช่น้ำร้อนสักพัก ความร้อนจะกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด คลายอาการเมื่อยล้า และกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเธติกทำให้ร่างกายและจิตใจกระฉับกระเฉงขึ้น แต่ไม่ควรอาบนานเกิน 10-15 นาที ผิวจะแห้งตึง หากขาดการบำรุงจะทำให้ผิวแห้งเหี่ยวก่อนวัย

*น้ำอุ่น มีอุณหภูมิต่ำกว่าน้ำร้อนคือประมาณ 24-34 องศาเซลเซียส เพื่อกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาราเธติก ทำให้ร่างกาย จิตใจสงบลง ก่อนจะอาบน้ำอุ่น ควรดื่มน้ำก่อน 1 แก้วเพื่อเปิดรูขุมขนทั่วร่างกาย น้ำอุ่นช่วยผ่อนคลายกว่าการอาบน้ำร้อนหรือเย็นจัด และอาบได้นานกว่าน้ำร้อน เพราะมีเวลารอให้รูขุมขนขยายเต็มที่นานถึง 20 นาที แต่หากเกินกว่านี้จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ผิวแห้งและคัน

*ทั้งนี้ผู้ที่อาบน้ำร้อนและน้ำอุ่น หลังอาบน้ำควรทามอยส์เจอไรซ์เซอร์หรือครีมบำรุง ชดเชยความมันบนผิวหนังที่สูญเสียไปขณะที่รูขุมขนเปิดเนื้อครีมจะซึมลึกเข้าไปบำรุงผิวได้ดีกว่า สำหรับคนผิวแห้ง ควรงดอาบน้ำอุ่นและน้ำร้อน ส่วนคนผิวธรรมดาและผิวมันไม่ควรอาบเกิน 2 ครั้งต่อวัน นอกจากวันที่อากาศร้อนมากๆ อุณหภูมิน้ำร้อนและน้ำอุ่นเหมาะกับคนป่วยที่กำลังมีไข้ เพราะร่างกายไม่ต้องปรับอุณหภูมิมาก หากอาบน้ำเย็นจะทำให้ไข้สูงขึ้นกว่าเดิมด้วย

*อาบด้วยฝักบัว : ฝักบัวมีพลังจากน้ำแรงพอที่จะไล่ไขมันให้ไปรวมกันได้ ช่วยลดไขมันในร่างกาย คล้ายกับนวดตัวไปในตัว โดยฉีดน้ำไล่จากล่างขึ้นบน โดยเฉพาะบริเวณที่ไขมันสะสมมาก หรืออาบพร้อมกลิ่นบำบัดโดยใส่การบูรหรือสมุนไพรในถุงเล็กๆ แขวนไว้ที่หัวฝักบัว แล้วปล่อยน้ำฉีดออกมาขณะอาบน้ำร้อน กลิ่นสมุนไพรจะระเหยตามออกมาด้วย

*แช่อ่างอาบน้ำ : ความดันใต้น้ำทำให้รู้สึกสบาย คลายอาการเมื่อยเท้า เท้าบวมได้ แต่ไม่ควรแช่น้ำนาน เพราะความร้อนจะทำให้ผิวหยุดผลัดเปลี่ยน ผิวไม่เปล่งปลั่งเหมือนกับใช้ฝักบัวหรือขันอาบ

*เพื่อผิวสวยแล้วควรแช่น้ำสัก 8-10 นาทีแล้วออกมานั่งถูตัวหรือสระผมข้างนอกอีก 5 นาที กลับไปแช่อีกครั้ง โดยแช่เท้าก่อน ให้น้ำค่อยๆ ท่วมถึงน่อง แขน และฝ่ามือ พยายามให้น้ำสูงขึ้นจากปลายเข้าสู่แกนกลางของร่างกาย ร่างกายจะค่อยๆ อุ่นขึ้น กล้ามเนื้อลดความแข็งเกร็ง

*ลองยืดเส้นยืดสายในน้ำ เช่น ยกขาให้เท้าชี้ไปด้านหน้า เกร็งหน้าท้องไว้แล้วค่อยๆ วางลงจะช่วยลดหน้าท้องได้ หรือบิดเอวไปมาใต้น้ำช่วยลดไขมันรอบเอว การที่ร่างกายต้องต้านแรงพยุงน้ำเพื่อเคลื่อนไหวทำให้ใช้แรงมากกว่าอยู่ในอากาศ จึงขับเหงื่อออกได้มากกว่า

*ช่วงเวลาอาบน้ำ

*เวลาที่เหมาะสำหรับการอาบน้ำคือ ก่อนรับประทานอาหาร หรือ หลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันอาการจุกเสียด เพราะหลังอิ่มใหม่ๆ เลือดจะไปเลี้ยงระบบย่อยอาหารมากขึ้น หากอาบน้ำทันที ระบบประสาทอัตโนมัติจะสั่งให้หลอดเลือดมาเลี้ยงผิวหนังมากขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกายไม่ให้เย็นเกินไป เลือดจึงไปเลี้ยงกระเพาะอาหารน้อยลง ทำให้การย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ อาจเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้

*พักเหนื่อย 1 ชั่วโมงหลังออกกำลังใหม่ๆ คือหลังเล่นกีฬาเสร็จ เลือดจะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมากขึ้นเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดจากการออกกำลังกาย เมื่ออาบน้ำทันทีเลือดจะมากระจุกที่ผิว ลดปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายยังคงรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่กระปรี้กระเปร่า ไม่ควรอาบน้ำเกิน 2 ครั้งต่อวัน เพราะจะทำให้ผิวแห้งและเป็นหวัดตามมาได้




เคล็ดลับสุขภาพดีด้วยวิธีง่ายๆ


เคล็ดลับสุขภาพดีด้วยวิธีง่ายๆ

*สุขภาพดีอาจจะหาซื้อไม่ได้แต่เป็นเจ้าของได้แน่นอน ถ้าสาวๆ ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้

*แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวี ต้องระวัง

*ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

*ผลไม้กับมื้ออาหาร

*ก่อนทานอาหารควรจะเรียกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

*อย่าปล่อยให้หิว

*ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

*เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน

*ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

*นาฬิกาชีวภาพ

*หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวนเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

*ความเครียดทำลายผิว

*ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง

*หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก

*เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

*อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง

*หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

*เท้าและข้อเท้าบวม

*ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

*งดเครื่องดื่มคาเฟอีน

*เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

*ดื่มน้ำเร็ว...อันตราย

*ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

*แดดอ่อนตอนเช้า

*แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก

*เบาหวานอย่าทานไข่

*ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

*อยากผอมต้องน้ำเย็น

*การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม

*สุขภาพดีทันทีที่ตื่น

*ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน

*ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ

*สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

*ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร

*สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ

*หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม

*ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ




ปวดคอ-เมื่อยหลัง...คุณคือตัวการ!


ปวดคอ-เมื่อยหลัง...คุณคือตัวการ!

*อาการปวดเมื่อยบริเวณคอและหลังที่เราไม่อาจทราบสาเหตุได้นั้น บางครั้งอาจเกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวันของเราเอง

*ซึ่งถ้าคุณสามารถรู้ต้นตอที่แท้จริงแล้ว ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาอาการปวดนั้นๆ ได้ด้วยตัวของคุณเอง และไม่ต้องพึ่งพายาหมอเลย มาดูกันดีกว่าค่ะว่า พฤติกรรมใดที่สามารถทำให้เกิดอาการปวดคอ-ปวดหลังได้บ้าง

*การใช้หัวไหล่หนีบหูโทรศัพท์เป็นเวลานาน จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอของคุณอ่อนล้า แม้มันจะเป็นวิธีที่ทำให้คุณมีมือที่ว่างพอจะทำอะไรต่อมิอะไรไปพร้อมๆกับการคุย วิธีแก้ง่ายๆ ก็ใช้มือถือโทรศัพท์แล้วคุยจะดีกว่า แต่หากจำเป็นจะต้องหนีบหูโทรศัพท์จริงๆ ก็ควรเปลี่ยนข้างบ่อยๆ ระหว่างซ้ายและขวา

*นั่งหลังตรงนานจนหลังงอ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งทำงานที่โต๊ะทั้งวัน การนั่งในท่าเดียวนานๆ จำทำให้กล้ามเนื้อหลังเกิดอาการเจ็บปวดมากขึ้น เพราะฉะนั้น ทันทีที่นึกได้ว่า ชักจะนั่งหลังงอแล้ว ก็ควรเปลี่ยนอิริยาบถซะ

*การถือ การสะพาย หรือยกของหนัก ก็เป็นสาเหตุที่ทำร้ายกล้ามเนื้อไหล่ หลังและคอของคุณได้ ดังนั้นจึงไม่ควรถือ สะพาย หรือยกของหนักๆ เป็นเวลานานๆ ติดต่อกัน ควรหยุดพักเป็นระยะ

*อย่าอ่านหนังสือในขณะที่คุณนอนเหยียดยาว การนอนจะทำให้เส้นเอ็นที่คอเกิดอาการตึงเครียด นำมาซึ่งอาการปวด แต่ถ้าจำเป็นต้องอ่าน ขณะที่นอน ควรยกศีรษะ คอ หลังให้อยู่ในระดับที่สูงพอสมควร

*การงีบหลับ ไม่ว่าจะเป็นการงีบหลับระหว่างการเดินทางไป-กลับที่ทำงาน หรืองีบหลับขณะทำงาน ควรหาจุดวางศีรษะให้เหมาะสมหรือตั้งศีรษะให้ตรง ไม่ควรให้ศีรษะโงกเงกเอียงไปทางโน้นทีทางนี้ที เพราะจะทำให้ปวดเมื่อยบริเวณลำคอ

*ผ่อนคลายก่อนเข้านอน การเข้านอนในขณะที่ยังมีความเครียดอยู่ เมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้า อาจทำให้ปวดต้นคอได้ ดังนั้น ก่อนเข้านอนควรอาบน้ำให้สะอาด ผ่อนคลายด้วยการหายใจเข้าหายใจออกลึกๆ เมื่อร่างกายเริ่มสบายขึ้นก็เข้านอนได้

*การเลือกหมอน ควรใช้หมอนที่มีความยืดหยุ่นเหมาะสม รับกับต้นคอพอดี เพราะการหนุนหมอนที่สูง ต่ำ แข็งหรือนิ่มเกินไป อาจทำให้คุณเกิดอาการปวดเมื่อยต้นคอได้

*เห็นไหมล่ะ...แต่ละข้อ 'คุณเอง' เป็นตัวการทั้งนั้น เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็รีบเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ จะได้ไม่ต้องบ่นปวดเมื่อยคอและหลังอีก


วิธีขับถ่ายปัสสาวะ เพื่อสุขภาพ


วิธีขับถ่ายปัสสาวะ เพื่อสุขภาพที่ดี

*ไม่น่าเชื่อว่า แม้คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะกันมาก ตั้งแต่แรกเกิด แต่หลายคนไม่ทราบวิธีที่ดีที่ทำให้ระบบขับถ่ายปัสสาวะเป็นปกติ

*อุปนิสัยที่ดีในการขับถ่ายปัสสาวะ

*อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ

*เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้

*ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา

*ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง

*ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่ น้ำปัสสาวะลำพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้

*อาจจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ แต่อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง

*เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะรับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้

*เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด

*ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ

*ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

*น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์

*การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน

*คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1 วัน ถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน

*ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง


สายรุ้งแห่งจักระสุขภาพ






สายรุ้งแห่งจักระสุขภาพ


*คุณอาจได้ยินได้ฟังมานานว่าสีสันนั้นส่งผลต่ออารมณ์ แต่น้อยคนนักจะรู้ในเบื้องลึกว่ามันยังส่งผลสำคัญต่อระบบร่างกายในเชิงกายภาพ ด้วยการให้ผลกระทบต่อจักระอีกด้วย

*ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า สีบางสีสามารถปรับสมดุลระบบน้ำเหลือง ลดปัญหาในช่องท้อง หรือกระดูกสันหลัง และนี่คือความลับที่นำมาบอก

*7 จักระและ 7 สีสันทรงอิทธิพล

*จักระตลอดร่างกายของเราประกอบไปด้วย 7 จุด และแต่ละจักระนั้นมี ความไวต่อ 7 สีสัน ในเชิงจิตวิญญาณเชื่อกันว่าสีต่างๆ จะไปเสริมออร่าของร่างกาย ส่วนในทัศนะของนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สีสันซึ่งมีความยาวคลื่นเฉพาะตัวนั้นส่งผลกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในร่างกาย

*ใครอยากรู้ว่าตัวเองจะนุ่งผ้าสีอะไรถึงจะดีต่อสุขภาพ หรือทาสีห้องนอน ด้วยเฉดโทนใด นี่คือความลับของสายรุ้ง

*แดง สีแดงมีอิทธิพลต่อจักระพื้นฐานอันได้แก่ระบบการทำงานของกระดูกสันหลัง ส่งผลให้ร่างกายเต็มไปด้วยพลังชีวิต ความเข้มแข็งด้านจิตใจ และสมดุลแห่งระบบไหลเวียนโลหิต ในทางกลับกัน การอยู่ในสภาพแวดล้อม หรือสวมใส่สีแดงที่มากเกินไป จะส่งผลเสียให้ร่างกายถูกกระตุ้นมากเกินไปจนเครียด อารมณ์แปรปรวน และจิตใจรุ่มร้อนด้วยโทสะ

*ส้ม สีส้มมีอิทธิพลในด้านสังคม ทัศนคติเชิงบวก ส่งผลต่อจักระที่ควบคุมการทำงานของระบบไต ระบบปัสสาวะ และระบบสืบพันธุ์ ในทางกลับกัน การอยู่ในสภาพแวดล้อม หรือสวมใส่สีส้มที่มากเกินไป จะส่งผลเสียให้จิตใจหงุดหงิด มองโลกในแง่ร้าย และจิตใจกระวนกระวายสับสน

*เหลือง สีเหลืองมีอิทธิพลต่อจักระที่ควบคุมระบบช่องท้อง สร้างสมดุลในระบบน้ำย่อย ให้ผลต่อการยกระดับจิตใจ ลดความหวาดระแวง ความสับสน และเพิ่มสมาธิในการตัดสินใจ ในทางกลับกัน การอยู่ในสภาพแวดล้อม หรือสวมใส่สีเหลืองที่มากเกินไป จะส่งผลเสียให้ขาดสมาธิ และกระตือรือร้นเกินพอดี

*เขียว สีเขียวมีอิทธิพลต่อจักระที่ควบคุมการทำงานของหัวใจ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพทางความคิด ความสงบ กระจ่าง เสริมทัศนะการใช้ชีวิตในแบบสงบสุข ร่มเย็น และมุมมองความรัก การให้อภัย สันติภาพ ไม่มีผลเสียสำหรับการอยู่ในสภาพแวดล้อม หรือสวมใส่สีเขียวที่มากเกินไป

*น้ำเงิน สีน้ำเงินมีอิทธิพลต่อจักระในระบบช่องคอ ปอด ช่วยในการแสดงออกทางสังคม การสื่อสาร ความมุ่งมั่น สุนทรียภาพในศิลปะ เชื่อว่าสีน้ำเงินยังปลดเปลื้องความทุกข์ทรมานจาการนอนไม่หลับ ความเครียด อาการระคายเคืองคอ ความดันเลือดสูง และอาการไมเกรนอีกด้วย ไม่มีผลเสียสำหรับการอยู่ในสภาพแวดล้อม หรือสวมใส่สีน้ำเงินที่มากเกินไป

*คราม สีครามมีอิทธิพลต่อจักระในดวงตาที่สาม ซึ่งอยู่ในตำแหน่งหน้าผาก กึ่งกลางระหว่างดวงตาทั้งสองข้าง ควบคุมการทำงานของอวัยวะในส่วนขมับ หน้าผาก ลงมาถึงดวงตา ให้ผลในการควบคุมสมดุลการทำงานของระบบน้ำเหลือง ระบบภูมิคุ้มกันโรค การกำจัดของเสีย และเพิ่มสมรรถภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ไม่มีผลเสียสำหรับการอยู่ในสภาพแวดล้อม หรือสวมใส่สีครามที่มากเกินไป

*ม่วง สีม่วงมีอิทธิพลต่อจักระตำแหน่งมงกุฎ หรือบริเวณกระหม่อม ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการใช้ความคิด สมอง พลังจิต ความมุ่งมั่นและญาณทัศนะ เหมาะสำหรับผู้ทำงานบริหาร ในทางกลับกัน การอยู่ในสภาพแวดล้อม หรือสวมใส่สีม่วงที่มากเกินไป จะส่งผลเสียต่อนิสัย ความคิด ทำให้เป็นคนหลงตัวเอง และเย่อหยิ่ง

*หลายสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ในแบบวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่หมายความว่ามันไม่มีจริง หรืองมงาย เพราะในทางตรงกันข้าม บางที อาจต้องโทษพวกนักวิชาการมากกว่า ว่าพวกเขาอาจยังไม่เจริญพอที่จะไขความลับแห่งธรรมชาติ จักระ ก็เช่นกัน มันอาจมีพลานุภาพมากกว่าผลที่ถูกพิสูจน์ในปัจจุบันก็ได้ เรื่องพวกนี้ ไม่มีอะไรแน่นอนเท่า การทำเอง รู้เอง...



วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552

เชื้อโรคในร้านเสริมสวย


เชื้อโรคในร้านเสริมสวย

*จากการสำรวจความสะอาดในร้านเสริมสวย โครงการสถานที่เสริมสวยหรือแต่งผมสะอาด ปลอดมลพิษเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

*ในรายงานเรื่อง ระวัง! ร้านเสริมสวยทำป่วย นิตยสาร "ชีวจิต" ฉบับ มี.ค. รศ.พ.ญ.วรัญญา บุญชัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้ข้อมูลว่า

*โรคติดต่อที่พบในร้านเสริมสวยแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

*โรคเชื้อราผิวหนัง เจอได้ในผ้าเช็ดผม เพราะหากซักแล้วไม่ได้ผึ่งแดดให้แห้งสนิทเพื่อฆ่าเชื้อโรค เชื้อราจะเจริญเติบโต อีกอย่างคืออุปกรณ์ทำเล็บ เช่น กรรไกรตัดเล็บ ตะไบเล็บ อาจติดมาจากคนที่มีเชื้อและฆ่าเชื้อโรคไม่หมด รวมทั้งพบได้บ่อยในผู้ที่ชอบทำเล็บหรือต่อเล็บ เพราะทำให้เล็บจริงไม่ได้รับอากาศ เวลาโดนน้ำจะชื้น หากเป็นหนักเล็บจะเสียและยุ่ย

*โรคจากเชื้อไวรัส เช่น โรคหูด เกิดจากอุปกรณ์ที่สัมผัสกับผิวหนังต่างๆ เช่น กรรไกรตัดเล็บ หวี และหินขัดเท้า

*โรคจากเชื้อแบคทีเรีย เกิดจากอุปกรณ์ทั่วไปในร้านเสริมสวยที่ทำความสะอาดไม่ดีพอและใช้ร่วมกัน จำพวกหวีและแปรงต่างๆ

*โรคติดเชื้อจากปรสิต เช่น ติดเหาจากอุปกรณ์ประเภทหวีและล่าสุด คือ อาจติดโลนขนตาจากกาวที่ใช้ติดขนตาปลอม เพราะช่างใช้กาวหลอดเดียวกันกับลูกค้าหลายคน

*นอกจากโรคติดต่อทางผิวหนังแล้ว จากการศึกษายังพบโรคติดต่อทางเลือดอีกหลายชนิดในร้านเสริมสวย ซึ่งเกิดจากอุบัติเหตุและการไม่เปลี่ยนใบมีด

*โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อโรคไวรัสอักเสบชนิดบีและซี ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคตับอักเสบและมะเร็งตับ อุปกรณ์ที่เป็นพาหะคือมีดโกน กรรไกรตัดเล็บ และของมีคมต่างๆ ที่ใช้ในการเสริมความงาม

*จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ Emory University School of Medicine สหรัฐอเมริกา วิจัยพบว่าน้ำยาฆ่าเชื้อที่นิยมใช้กันในร้านเสริมสวยไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสตับอักเสบซีได้ ทางที่ดีควรเลือกร้านที่เปลี่ยนใบมีดจะดีที่สุด

*นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสารเคมีที่ใช้ในร้านเสริมสวย ไม่ว่าจะเป็นยาย้อมผม ดัดผม ทำสี หรือสเปรย์

*แล้วเราจะป้องกันอย่างไร?

*คุณหมอวรัญญาแนะนำว่า ควรสังเกตว่า ร้านนั้นๆ มีระบบระบายอากาศที่ดีหรือไม่ เพื่อไม่ให้โดนละอองจากสารเคมีมากเกินไป และสังเกตความสะอาดของร้านและอุปกรณ์ที่ใช้ จะช่วยป้องกันเชื้อโรคเบื้องต้นได้ทางหนึ่ง


ไฟล์ที่ต้องการโหลดอยู่ที่นี่...


สรรหาไฟล์ดีดีหายากมาแบ่งปันกัน

กรุณาคลิกข้อความด้านขวามือ...
เพื่อให้กำลังใจคณะผู้จัดทำwebนี้...
(คลิกขวาข้อความตัวสีน้ำเงิน
แล้วคลิกซ้าย Open in New Tab
หรือคลิกซ้าย Open in New Window
จากนั้นเชิญโหลดไฟล์ที่ต้องการ)
ขอขอบคุณที่คลิกเพื่อให้กำลังใจ...
“อันว่าความกรุณาปรานี
จะมีใครบังคับก็หาไม่
หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ
จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน
เป็นสิ่งดีสองชั้นพลันปลื้มใจ
แห่งผู้ให้และผู้รับสมถวิล...”
และขอขอบคุณเจ้าของลิ้งค์ทุกๆท่าน...

เชิญเลือกโหลดไฟล์ได้ตามสบาย...
(โหลดไฟล์คลิกซ้ายตามปรกติครับ)

คลิปแถลงข่าว นปช.จัดชุมนุม 25 เม.ย.2552 ที่สนามหลวง
ภาพ
เสียง

คลิปแถลงข่าวของ 3 เกลอ วันที่ 28 เม.ย. 2552
ภาพ
เสียง

ตีสิบ28-04-2552 น้องดรีมร้องเพลง-เข็มเล่านิทานลิงกับลา เปรียบเทียบซะเห็นภาพ...
ลิงเปรียบเหมือนคนที่ฉลาดแกมโกง พูดมาก พีเซ้นเก่ง ขี้ฟ้อง อ้างอิงตำราสารพัด แต่ไม่เคยทำงานจริง น้องเข็มเธอเปรียบเทียบซะเห็นภาพ...
วุ้ย! เหมือนพรรคแมงสาปเดี๊ยะ...
http://www.mediafire.com/download.php?imjzjj4wj4y
สำรอง

นายกฯทักษิณโฟนอินถึงมวลมหาประชาชนคนเสื้อแดง12/04/52 และคลิปหมอลักษณ์ฟันธง
นายกฯทักษิณ
หมอลักษณ์
นายกฯทักษิณ_ หมอลักษณ์.mp3

คลิปมือปืนใส่สูทยิงเสื้อแดง, เสื้อแดงยึดรถถัง 12/04/52
http://www.mediafire.com/download.php?m2myyjmtn5w

นายกฯทักษิณโฟนอินถึงมวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงหน้าทำเนียบ 11/04/2552
จากใจนายกฯทักษิณVideoLinkถึงมวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงหน้าทำเนีย8,9,10เม.ย.52
เพลงRedInTheLand08-04-2552
เพลงRedInTheLand1_08-04-2552
หยาดเพชร .wmv 17mb
เพลงกูกู้คุณหนูจัดให้ (นุช พจมานย์)
คลิปเสียงกระซิบข้างหู "นายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน".mp3_8mb
ออกอากาศทางสถานีวิทยุวันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549

สกู๊ปพิเศษ ชีวิตต่างแดนบนเครื่องบินของนายกฯทักษิณ พลเมืองกิิตติมศักดิ์นิคารากัว... .wmv
Clip เปิดตัวหนังสือ คนอื่นเรียกนายกฯ แต่เราเรียกพ่อ...4เม.ย.52
ฟังคนเสื้อแดงพูด...ทำไมต้องเข้ามาร่วมชุมนุม .wmv
ดูแล้วน้ำตาซึม...
สัมภาษณ์แม่ครัว...คลังเสบียงคนเสื้อแดง .wmv
Videoเพลง "Red March…สู้ต่อไป...แดงทั้งแผ่นดิน..."

นายกฯทักษิณVideoLinkเวทีคนเสื้อแดงหน้าทำเนียบ5,6,7เม.ย.52
นายกฯทักษิณVideoLinkเวทีคนเสื้อแดงหน้าทำเนียบ3เม.ย.52
ThaksinConfirm 03เม.ย.52 .wmv
นายกฯทักษิณVideoLinkเวทีคนเสื้อแดงหน้าทำเนียบ31มี.ค.52
นายกฯทักษิณVideoLinkเวทีคนเสื้อแดงหน้าทำเนียบ30มี.ค.52
ตำรวจหัวใจสีแดง29มี.ค.52 และตำรวจหัวใจสีแดง1เม.ย.52
นายกฯทักษิณVideoLinkเวทีคนเสื้อแดงหน้าทำเนียบ28มี.ค.52
นายกฯทักษิณVideoLinkเวทีคนเสื้อแดงหน้าทำเนียบ27มี.ค.52
นายกฯทักษิณโฟนอินหน้าทำเนียบรัฐบาล26มี.ค.52
เสื้อแดงเดินจากสนามหลวงไปทำเนียบฯ26มี.ค.52
นายกฯทักษิณโฟนอินที่เชียงใหม่
นายกฯทักษิณโฟนอินที่เชียงราย

คลิปพระราชดำรัสฯ2548 .wmv

ศึกอภิปรายไม่วางใจรัฐบาลอภิสิทธิ์...
และเอกสารหลักฐานอภิปรายของ เฉลิม (61หน้า)http://sites.google.com/site/northfoodd/dawnhold-khlip2

คลิปนายกฯทักษิณปาฐกถาที่ FCC ฮ่องกง
ช่วงที่1
ช่วงที่2
แบบเต็มๆรวดเดียวจบ

นายกฯทักษิณให้สัมภาษณ์ D Station หลังปาฐกถาที่ FCC ฮ่องกง

ห้องเรียนประชาธิปไตย ครั้งที่2 สุดมันส์ 16-03-2552

นายกฯทักษิณโฟนอินที่จันทบุรี15มี.ค.2552
นายกฯทักษิณโฟนอินที่อยุธยา14มี.ค.2552

ร้อยเพลงที่หาฟังยาก...แก้ไข...
ชุดที่1
ชุดที่2

ผลงานทักษิณตลอด 5 ปี

ทักษิณโฟนอินที่ขอนแก่น 8มีค.52
WMV
MP3

Clip ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล…

เราพร้อมแล้ว .wmv31.9mb

TomorrowOri…คนของวันพรุ่งนี้

ThailandOri…คนดีของประเทศไทย

คุกหรือทำเนียบ

SubtitleT_P Lamphun 21-02-2552

มีให้โหลดที่นี่อีกเพียบ...

ปัญหาที่เกิดกับคุณผู้หญิงสวมส้นสูงเป็นประจำ


ปัญหาที่เกิดกับคุณผู้หญิงสวมส้นสูงเป็นประจำ

*คุณผู้หญิงที่สวมรองเท้าส้นสูงเป็นประจำ จะมีอาการ เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เกิดโรคข้อนิ้วหัวแม่เท้าเสื่อม แข็ง เก ผิดรูปหรือซ้อน รวมทั้งอาจเกิดรอยด้านบริเวณผิวหนังที่ถูกเสียดสี เป็นตาปลา เกิดก้อนแข็งๆ ปูดนูนขึ้น เจ็บบริเวณเล็บ หรือเล็บขบ

*อีกทั้งขณะที่สวมรองเท้าส้นสูง อวัยวะบางส่วนของร่างกายต้องรับบทหนัก

*หลังส่วนกลาง: จะต้องบิดโค้งเพิ่มมากขึ้น

*เชิงกราน: ถูกยกอย่างไม่สมดุล ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณเชิงกรานอ่อนแอ

*เข่า: ต้องรับน้ำหนักมากขึ้น อาจทำให้เกิดอาการปวด โรคกระดูก หรือข้อต่ออักเสบตามมา

*น่อง: การเดินเขย่งจะทำให้กล้ามเนื้อน่องสั้นขึ้น

*ข้อเท้า: การขยับข้อเท้าในขณะสวมรองเท้าอยู่นั้น หากทำผิดจังหวะ อาจทำให้ข้อเท้าแพลง

*เท้า: ส่วนที่รับบทหนัก เพราะต้องรักษาดุลไปด้านหน้า ส่งผลต่อกระดูกที่ฝ่าเท้าอาจมีอาการปวดเมื่อย จนอักเสบ การใส่ส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่งจะทำให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ ซึ่งจะนำมาสู่การปวดหลัง

*อาการทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดขึ้นกับคุณผู้หญิงทุกคนเสมอไป เพราะแต่ละคนมีรูปเท้า หรือลักษณะเท้าที่แตกต่างกัน เช่น รูปเท้าเรียว อวบนูน จะไม่ค่อยเกิดปัญหา แต่รูปเท้าแบนราบ มักเกิดอาการปวดเมื่อย ทั้งนี้เพราะฝ่าเท้าจะสัมผัสกับพื้นรองเท้ามากเป็นพิเศษ ประกอบกับพื้นรองเท้าส่วนใหญ่จะแคบ ทำให้เท้าถูกบีบรัดตัว ผู้มีรูปเท้าแบน จึงควรเลือกรองเท้าพื้นกว้างๆ จะปลายกว้างหรือปลายแหลมก็ได้

*หากมีอาการปวดเมื่อยเท้า ควรแช่ด้วยน้ำอุ่นจัด ด้วยระดับน้ำที่สูงถึงครึ่งน่อง นาน 10-15 นาที พร้อมทั้งออกกำลังเท้าและนิ้วเท้า โดยกระดกปลายเท้าขึ้น-ลง เหยียดงอนิ้วเท้า หันฝ่าเท้าสลับเข้า-ออก หรือใช้มือบีบนวดบริเวณอุ้งเท้า ซึ่งเป็นส่วนที่มีเส้นเลือดและเส้นประสาทจำวนวนมาก จะช่วยบรรเทาอาการเมื่อยลงได้

*สำหรับผู้ที่มีอาการเท้าแพลงเบื้องต้นในระยะ 1-2 วันแรก ใช้น้ำแข็งประคบ 5-10 นาที วันละ 2-3 ครั้ง พันด้วยผ้ายืด พักการใช้งานข้อเท้า หากอาการยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์

*เมื่อใช้งานเท้าหนัก ก็ควรดูแลเท้าด้วยวิธีง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน อย่างการทำ ‘สปาเท้า’ เพราะแค่มีมะขามเปียก สบู่เหลวหรือสบู่ก้อน แปรงสีฟันเก่าที่เลิกใช้ สำลี โทนเนอร์ และโลชั่นน้ำนม ก็สามารถทำได้แล้ว

*เริ่มจากการขัดด้วยมะขามเปียก ตามด้วยสบู่ ขัดไปเรื่อยๆ ให้รู้สึกผ่อนคลาย นำแปรงสีฟันมาถูบริเวณรอยดำ รอยด้าน จากนั้นใช้สำลีชุบโทนเนอร์ ขัดบริเวณที่ด้าน เช่น ส้นเท้า สุดท้ายค่อยลงโลชั่นน้ำนมให้ทั่ว คุณก็จะได้เท้าที่สะอาด ผ่อนคลาย หากพอมีเวลาควรทำสปาเท้าอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์

*เห็นทีคุณผู้หญิงคงจะต้องพิถีพิถันกับการดูแลเท้าให้มากขึ้น หากไม่สามารถเลิกสวมรองเท้าส้นสูงทั้งๆ ที่มีอาการปวดเมื่อย ก็ควรลดความสูงลงบ้าง รวมทั้งการฝึกเดิน-ยืน โดยการเขย่ง คล้ายๆ กับเวลาที่สวมรองเท้าส้นสูงเพื่อสร้างความคุ้นเคย และอย่าลืมดูแลเท้าตามคำแนะนำ เพื่อสุขภาพเท้าที่ดี และการเดินบนรองเท้าส้นสูงคู่สวยด้วยความมั่นใจ


ใส่รองเท้าส้นสูง ระวัง...หัวใจหยุดเต้นไม่รู้ตัว!


ใส่รองเท้าส้นสูง ระวัง...หัวใจหยุดเต้นไม่รู้ตัว!

*รองเท้าส้นสูง กลายเป็นแอคเซสเซอรี่ชิ้นสำคัญที่ สร้างความมั่นใจให้ผู้ หญิงยุคใหม่ ยิ่งตอนนี้ เทรนด์รองเท้าส้นสูงกำลังมาแรงแซงทาง โค้งซะด้วย สาวๆจำนวนไม่น้อย จึงพลอยเข้าใจผิดว่า ยิ่ง สูงยิ่งสวย ยิ่งดูสง่างามและล้ำเทรนด์

*แต่เชื่อไหมคะว่า ภายใต้ความสวยเก๋ อาจทำให้เกิดปัญหา สุขภาพตามมามาก มายซ้ำร้ายถ้าใส่รองเท้าส้นสูงตลอดทั้งวัน ต่อเนื่องนานๆละก็ มีสิทธิ์หัวใจหยุดเต้นโดยไม่รู้ตัว!!

*สาวๆที่นิยมใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ และต้องยืนเป็นเวลานานควรระวังปัญหาด้านสุขภาพที่อาจตามมาไม่รู้จบ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเส้นเลือดขอด, อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, โรคข้อนิ้วหัวแม่ เท้าเสื่อม, เป็นตาปลา และเล็บขบ นอกจากนี้ อาการเส้นเลือดขอดยังเป็นภัยเงียบ ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาลิ่มเลือดหลุดไปที่หัวใจ

*“เส้นเลือดขอด” เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเส้นเลือดดำ ทำให้ผนังเส้นเลือดดำหย่อนตัว เกิดได้กับเส้นเลือดดำที่อยู่ตื้น ขนาด 4-5 มิลลิเมตร บริเวณปลายเท้าและขาหนีบ รวมถึงเส้นเลือดดำขนาด 10-15 มิลลิเมตร ที่อยู่ลึกจนมองไม่เห็น ซึ่งหน้าที่หลักของเส้นเลือดดำคือ รับเลือดจากเส้นเลือดแดงที่หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ ส่งกลับเข้าสู่หัวใจ หากเกิดความผิดปกติกับเส้นเลือดดำ ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายจะทำงานได้ไม่สมบูรณ์ และส่งผลต่อโรคหัวใจ โดยตรง

*สำหรับความผิดปกติของเส้นเลือดดำบริเวณขา มักมีสาเหตุมาจากการ ยืนต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ยิ่งสาวๆที่ชอบใส่รองเท้าส้นสูง และต้องยืนเป็นเวลานานๆด้วยแล้ว ทำให้ขาต้องรับบทหนักและเกิดการกดทับ น่าเสียดายที่คนไข้ส่วนใหญ่มักมาพบแพทย์ เนื่องจากกังวลในเรื่องความสวยงาม แทนที่จะรักษาเส้นเลือดขอด เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดหัวใจ

*การจะรักษาให้หายขาดนั้นต้องรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้การรักษาทำได้ง่ายขึ้น อาทิ การยิงเลเซอร์สลายเส้นเลือดขอด ซึ่งทำได้เร็วและไม่เจ็บ ด้วยเหตุนี้เพื่อเป็นการป้องกันระยะยาว สาวๆที่มีอาการปวดขา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคตั้งแต่เนิ่นๆ มิฉะนั้น อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต เพราะหากมีลิ่มเลือดไปอุดหัวใจเมื่อไหร่ จะส่งผลให้ไม่มีเลือดไหลเวียนกลับไปที่หัวใจและปอด ในที่สุดหัวใจก็จะหยุดเต้นกะทันหัน

*อย่างไรก็ดี ใช่ว่าคุณผู้หญิงจะหมดสิทธิ์ใส่รองเท้าส้นสูงถาวร เพียงแต่ต้องถนอมเท้าด้วยการแช่น้ำอุ่นประมาณ 10-15 นาที หรือทำสปาเท้าด้วยตนเอง โดยใช้มะขามเปียกขัดเท้า ตามด้วยสบู่ จากนั้นจึงใช้แปรงสีฟันถูบริเวณรอยดำ แล้วใช้สำลีชุบโทนเนอร์ขัดบริเวณที่ด้าน สุดท้ายค่อยลงโลชั่นน้ำนมให้ทั่ว เท่านี้ก็จะได้เท้าที่สะอาดเอี่ยม และผ่อนคลายสุดๆ...

*อย่าลืมว่าสุขภาพเท้าที่ดีมาพร้อมหัวใจที่แข็งแรงนะคะ


เสียบหูฟัง...ระวังประสาทหูเสื่อม


เสียบหูฟัง…ระวังประสาทหูเสื่อม

*ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างเสริมสุขภาพออกมาเผยว่า ขณะนี้ความเสี่ยงต่อภาวะพิการทางหู ซึ่งมีสาเหตุจากพฤติกรรมการฟังเพลงผ่านหูฟังของเครื่องเล่นเอ็มพี 3 หรือไอพอดมีสูงขึ้น โดยเฉพาะในรายที่เปิดเสียงดังหรือฟังติดต่อกันนานๆ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการที่ประสาทหูจะเสื่อมหรือรับรู้ได้น้อยลง

*ความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ในกลุ่มคนที่นิยมความทันสมัย วิ่งตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ทุกฝีก้าว ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ชาย หญิง หรือเพศที่สาม จากการสำรวจในเมืองไทยพบว่า ทุกวันนี้มีผู้พิการทางหูเพิ่มขึ้นวันละ 35 คน รวมๆ กันแล้วถึงตอนนี้มีผู้ที่มีอาการประสาทหูเสื่อมประมาณ 2 ล้านคนทั่วประเทศ

*ตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจ ทำให้ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาพคนพิการในสังคมไทย ออกมาเผยว่า ขณะนี้กำลังศึกษาถึงผลกระทบจากการฟังเครื่องเล่นเอ็มพี 3 และไอพอดทุกชนิด ว่าต้องฟังติดต่อกันนานเพียงใด และระดับเสียงดังขนาดไหน ถึงจะมีผลต่อประสาทการได้ยินถึงขั้นเสี่ยงต่อความพิการ

*แต่ผลการวิจัยในต่างประเทศพบว่า การเสียบหูฟังนานๆ หรือการที่มีเสียงกระตุ้นประสาทการได้ยินอยู่ตลอดเวลา ทำให้เซลล์ประสาทหูเสื่อมได้อย่างแน่นอน เช่นเดียวกับการทำงานในโรงงานขนาดใหญ่ หรือการอยู่ในบริเวณท้องถนนที่มีเสียงดังมากๆ

*ขณะที่หลายๆ ปัจจัยเราไม่สามารถควบคุมให้เสียงค่อยลงได้ ไม่สามารถหยุดเสียงเหล่านั้นลงได้เมื่อต้องการ แต่การฟังเอ็มพี 3 และไอพอด เราสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเอง

*ดังนั้นพึงสำนึกให้ขึ้นใจว่า ฟังน่ะฟังได้ แต่ต้องไม่ดังมากและนานมากติดต่อกัน ขอให้ยึดหลัก “ความพอดี” เป็นที่ตั้ง จะได้เพลิดเพลินเจริญหูได้นานๆ โดยหูไม่ดับหรือประสาทหูเสื่อมไปเสียก่อน


ปัญหาผิวหน้าหนาว


ปัญหาผิวหน้าหนาว

*หน้าหนาว ความชื้นในอากาศลดลง ทำให้น้ำระเหยออกจากผิวของเราได้ง่าย หลายคนมีปัญหาผิวแห้งเป็นผื่นคัน ปากแตก ส้นเท้าแตก รังแครังควาน ฯลฯ

*ปัญหาเหล่านี้เป็นแค่อาการ เป็นแล้วทำให้รำคาญ ไม่ได้เป็นโรค คนส่วนใหญ่ก็เลยมักจะไม่ค่อยมาหาหมอ แต่มักจะไปหาซื้อครีมหรือยามาใช้เอง

*ปัญหาที่ 1 เป็นสิวแดงๆ บริเวณ 2 ข้างแก้มและที่หน้าผาก

*คุณอาจจะแปลกใจว่า เอ๊ะ! หน้าหนาว ผิวน่าจะแห้ง แต่ทำไมสิวยังเห่อได้อีก ลองสำรวจตรวจตราดูนะคะ ว่าอากาศหนาวทำให้คุณเข้านอนโดยไม่ล้างหน้า ทั้งๆ ที่ยังมีเครื่องสำอางอยู่บนใบหน้าบ้างรึเปล่า

*ถ้าใช่ คุณก็ควรจะล้างหน้าด้วยสบู่ หรือเจลล้างหน้าแบบอ่อนๆ ไม่ควรใช้สบู่ยาที่แรงเกินไปมาล้าง และอาจจะต้องใช้ยาทารักษาสิวร่วมด้วย เช่น ยาทากลุ่มเบนซอยล์เปอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) ที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือกรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) ที่จะช่วยทำให้หัวสิวละลายหลุดออกไปได้ง่ายขึ้น

*แต่ก่อนที่คุณจะไปซื้อยามาใช้เอง ให้คุณพินิจพิจารณาดูดีๆ บางทีรอยแดงๆ 2 ข้างแก้มของคุณ อาจจะไม่ได้เป็นแค่สิว แต่เป็น Rosacea เป็นปัญหาของผิวหนัง ซึ่งเป็นผลมาจากเส้นเลือดขยายใต้ผิวหนัง ทำให้เห็นเป็นจ้ำๆ แดงๆ ในตอนแรก และเมื่อเป็นมากขึ้นอาจจะมีการอักเสบเป็นเม็ดเล็กๆ มองดูคล้ายสิว และผื่นสิวเหล่านี้ จะยิ่งกำเริบเมื่อโดนกระตุ้นด้วยปัจจัยบางอย่าง เช่น อากาศหนาว เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรืออาหารรสจัด เป็นต้น ถ้าคุณมีอาการอย่างนี้ คุณควรไปพบแพทย์ดีกว่าค่ะ แพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และอาจแนะนำให้ทำเลเซอร์เพื่อลดการอักเสบของเส้นเลือดไปพร้อมๆ กันด้วยค่ะ

*เห็นมั้ยคะ ว่าสิ่งที่คุณวินิจฉัย (เอาเอง) ว่าเป็นสิว จริงๆ แล้วอาจจะเป็นอาการอย่างอื่นก็ได้ค่ะ เพราะฉะนั้น มาให้หมอวินิจฉัยจะดีกว่านะคะ

*ปัญหาที่ 2 ริมฝีปากแห้งแตก

*ในหน้าหนาวหลายคนมีอาการปากแห้ง ซึ่งเมื่อเลียริมฝีปากบ่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้ปากแห้งแตกมากยิ่งขึ้น ถ้าเป็นมากปากอาจจะลอกเป็นขุยหรือเป็นแผ่นได้ ห้ามแกะ ห้ามจิก ทึ้งดึงหนังที่ลอกโดยเด็ดขาดนะคะ เพราะจะทำให้เลือดออกซิบๆ ได้ ให้ใช้ลิปบาล์ม วาสลีน ปิโตรเลียมเจล หรือขี้ผึ้งทา จะช่วยลดอาการปากแตกได้ค่ะ

*แต่ถ้าอาการปากแห้งแตกของคุณ มีลักษณะบวมเจ่อ ปากลอกเป็นขุย หรือมีตุ่มขึ้น หรือมีอาการอักเสบแดงด้วยแล้วละก็ คุณอาจจะไม่ได้แค่ปากแห้งเพราะอากาศหนาว แต่ริมฝีปากอักเสบเพราะแพ้เครื่องสำอาง แพ้ลิปสติก แพ้น้ำยาบ้วนปาก ยาสีฟัน หรือแพ้สารเคมีอื่นๆ ซึ่งคุณควรไปพบหมอผิวหนัง เพื่อให้หมอทำการรักษา และทดสอบดูด้วยค่ะว่าคุณแพ้อะไรแน่ จะได้หลีกเลี่ยงจากปัจจัยนั้นๆ วันหลังจะได้ไม่เป็นอีกค่ะ

*ปัญหาที่ 3 ศีรษะเป็นรังแค

*อากาศหนาวไม่มาก แต่เอ๊ะ...ทำไมมีหิมะมาเยือน มองไปมองมาอ้าว...นี่ศีรษะเรามีรังแคนี่นา...

*สาเหตุของรังแคเกิดจากเชื้อยีสต์บนศีรษะมีมากผิดปกติ จนเกิดเป็นสะเก็ดขาวๆ หลุดลอก หรือเป็นขุยติดอยู่ที่เส้นผมและหนังศีรษะ

*อันที่จริงปัญหารังแคเกิดขึ้นได้ทุกฤดูกาล แต่การเปลี่ยนแปลงของอากาศในหน้าหนาว ทำให้รังแคกำเริบได้เหมือนกัน ซึ่งถ้าเป็นแค่รังแคธรรมดา คุณก็สามารถดูแลรักษาเองได้ โดยสระผมด้วยแชมพูที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิค (Salicylic Acid) ซิงค์ไพริไทโอน (Zinc Pyrithione) หรือคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ซึ่งส่วนผสมพวกนี้จะมีฤทธิ์ต้านเชื้อยีสต์ เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อรา สาเหตุของการเกิดรังแค

*อีกอย่างแชมพูพวกนี้จะช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วบนหนังศีรษะออกไป ก่อนที่เซลล์พวกนี้จะจับตัวรวมกันเป็นแผ่น หรือบางชนิดก็ช่วยชะลอการผลัดตัวของเซลล์ ไม่ให้ผลัดตัวเร็วมากเกินไป ทำให้เซลล์ไม่สะสมกลายเป็นขุย ร่วงหล่นเป็นรังแคให้หลุดหรือรำคาญใจ

*แต่ถ้าใช้แชมพูแล้ว อาการรังแครังควานยังไม่ดีขึ้น กลับมีรอยแดงบนศีรษะ และมีแผ่นขาวๆ หนาขึ้น แถมยังลุกลามไปที่ใบหน้าบริเวณหัวคิ้วและบริเวณทีโซน โดยจะเกิดการลอกเป็นขุยๆ และมีอาการคัน อันนี้อาจเป็นภาวะผิวหนังอักเสบที่เรียกว่า เซบเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) ค่ะ

*ถ้าคุณเป็นเซบเดิร์ม คุณควรไปพบแพทย์ผิวหนัง แพทย์จะแนะนำให้ใช้แชมพูที่ผสมด้วยน้ำมันดินสระผม เพื่อลดสะเก็ดที่หลุดลอก ร่วมกับการใช้ยาน้ำหรือโลชันทา หรือให้ยากินที่มีส่วนผสมของสารแก้แพ้ หรืออาจจะเป็นคอร์ติโคสเตียรอยด์เพื่อระงับอาการคันและผื่นแดงค่ะ ซึ่งการใช้ยาสเตียรอยด์ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพราะถ้าทามากๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะทำให้ผิวบางลง และอักเสบง่ายมากขึ้นด้วยค่ะ

*ปัญหาที่ 4 เล็บเปราะ เล็บฉีก ผิวหนังที่โคนเล็บบวมแดง

*การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำยาต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว นอกจากจะทำให้มือแห้งแตกแล้ว อาจจะทำให้เล็บแห้งเปราะฉีกขาดได้ง่าย

*ถ้าคุณมีอาการอย่างที่พูดไว้ข้างต้นแค่นี้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอ แต่ควรทาครีมบำรุง ทาวาสลีนหรือน้ำมันมะกอก เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเล็บ และควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กอย่าง ไข่แดง และตับให้มากขึ้น หรือรับประทานอาหารเสริมพวกไบโอติน (Biotin) เพื่อช่วยบำรุงเล็บ

*ข้อควรระวัง

*ไม่ควรล้างมือบ่อยเกินไป หรือถ้าจำเป็นต้องล้างบ่อยๆ ก็ควรงดใช้สบู่บ้าง

*ถ้าต้องล้างจานหรือซักผ้าบ่อยๆ ให้ใส่ถุงมือเวลาทำงาน จะได้ป้องกันไม่ให้มือและเล็บโดนน้ำและน้ำยามากเกินไป

*อย่ากัดเล็บ

*อย่าตัดหนังรอบๆ เล็บ เพราะหนังพวกนี้มีหน้าที่ป้องกันเล็บ ถ้าตัดมากไป อาจทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น และถ้าหนังข้างๆ เล็บฉีก ก็ไม่ควรดึงหรือตัดหนังข้างๆ เล็บด้วยค่ะ

*ถ้าดูแลตามที่แนะนำข้างต้นนี้แล้ว ยังไม่ทำให้อาการดีขึ้น แต่ดูเหมือนจะยิ่งลุกลามไปใหญ่ คุณอาจจะเป็นโรคผิวหนังบางอย่าง หนึ่งในนั้นคือ โรคสะเก็ดเงินก็ได้ค่ะ

*อาการของโรคสะเก็ดเงินก็คือ คนไข้จะมีผื่นแดงตามศีรษะและตามตัว ที่ผื่นจะมีสะเก็ดสีขาวเงินๆ เป็นแผ่นบ้าง เป็นขุยบ้างอยู่ด้านบน นอกจากผื่นแล้ว คนที่เป็นโรคสะเก็ดเงินอาจจะมีอาการผิดปกติของเล็บ โดยเล็บจะมีอาการนูนหนา เล็บร่อน เล็บขรุขระเป็นหลุม สีของเล็บเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีขาว คล้ายเล็บเป็นเชื้อรา

*ถ้าเป็นโรคสะเก็ดเงิน ความรุนแรงของโรคจะแตกต่างกัน คุณจึงควรไปพบแพทย์ค่ะ


อาหาร 5 หมู่


อาหาร 5 หมู่

*อาหารที่เรากินอยู่ทุกวัน อาหารอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะในโลกนี้มีอาหารมากมาย หลากหลายชนิด เรากินเข้าไปอาจมีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายก็ได้ อาหารบางอย่างนอกจากไม่มีประโยชน์แล้ว ยังมีโทษต่อร่างกายด้วยซ้ำไป มีคำกล่าวไว้ว่า “การกินอาหารที่ดี ให้ประโยชน์ต่อร่างกายนั้น ต้องกินให้ครบ 5 หมู่”

*อาหาร 5 หมู่ นั้นประกอบด้วย

*โปรตีน เป็นอาหารประเภท เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง อาหารประเภทนี้จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เพราะเมื่อคนเรากินอาหารเข้าไปแล้ว จะเกิดการเผาผลาญ หรือย่อยสลาย นำส่วนที่เป็นประโยชน์ไปใช้ ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต

*คาร์โบไฮเดรต ได้แก่ อาหารจำพวก ข้าว แป้ง เผือก มัน น้ำตาล อาหารประเภทนี้จะช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย

*วิตามิน พืชผักต่างๆ ช่วยในการเสริมสร้างการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ เพราะอวัยวะในร่างกายมีการเคลื่อนไหว และทำงานตลอดเวลา จำเป็นต้องมีการเสริมสร้าง หรือทดแทนการสึกหรอ

*แร่ธาตุ ผลไม้ต่างๆ ให้ประโยชน์เช่นเดียวกับอาหารประเภทวิตามิน

*ไขมัน จะเป็นส่วนให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย ซึ่งจะได้จากน้ำมัน หรือไขมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์

*การกินอาหาร ควรกินให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในแต่ละวัน เพราะไม่มีอาหารชนิดใดที่มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่อยู่ในตัวมันเอง

*นอกจากอาหารที่เป็นประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ยังมีอาหารบางประเภทบางอย่างที่มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นพืชผัก หรือเนื้อสัตว์ เช่น

*ผักขึ้นฉ่าย มีสรรพคุณในการลดความดันโลหิต

*ขมิ้นชัน มีสรรพคุณในการช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บรรเทาอาการปวดท้อง

*ไก่ดำ หอยนางรม มีสรรพคุณในการช่วยบำรุงกำลัง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ

*พริกไทย มีสรรพคุณในการขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ

*ผักตำลึง เป็นยาเย็น ช่วยในการถอนพิษไข้ แก้อาการแพ้

*เมล็ดและใบแป๊ะก๊วย มีสรรพคุณช่วยลดอาการอัลไซเมอร์ หรือช่วยให้ความจำดีขึ้น

*วิธีช่วยความจำอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าหากไม่อยากจะลืมสิ่งที่เรียนรู้ไปในวันนี้ ก็จงเข้านอนเสีย การได้นอนสักพัก ถ้าจะให้ดีอาจจะในราว 90 นาที จะเป็นการช่วยบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างวันขึ้นได้ ทีนี้เมื่อได้เข้านอนตอนกลางคืน สมองก็จะสร้างความทรงจำของเหตุการณ์ในวันนั้นขึ้น


อยากมีสุขภาพดี


อยากมีสุขภาพดี

*มีคำแนะนำทางการแพทย์ว่า คนเราจะมีสุขภาพดี ต้องประกอบด้วย 5 อ. คือ อาหาร อากาศ อารมณ์ อุจจาระ และออกกำลังกาย ซึ่งสามารถแยกแยะได้ ดังนี้

*อาหาร ควรเป็นอาหารที่เหมาะสมกับร่างกาย กินแล้วให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่มีโทษหรือพิษภัย หรือมีผลข้างเคียงให้เกิดโรคภัยภายหลัง

*อากาศ ที่ใช้หายใจเข้าออก ต้องเป็นอากาศที่บริสุทธิ์ ปราศจากมลพิษใดๆ เพราะหัวใจของคนต้องการอากาศเข้าไป เพื่อสูบฉีดโลหิตไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ให้ทำงานตลอดเวลา อากาศบริสุทธิ์ทำให้รู้สึกสดชื่น มีความสุข

*อารมณ์ ผู้ที่มีอารมณ์แจ่มใส ร่าเริง จะมีความสุขกว่าคนที่มีอารมณ์ขุ่นมัว หงุดหงิด ฉุนเฉียว นอกจากนั้นแล้วยังมีผลต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายอีกด้วย

*อุจจาระ คือ กากอาหาร หรือของเสียที่ร่างกายย่อยแล้ว นำส่วนที่ดีไปใช้ หลังจากนั้นก็จะขับถ่ายออกมา หากตกค้างอยู่ในร่างกายนานเกินไป จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ คนที่มีระบบขับถ่ายที่ดี จะมีหน้าตาสดใส มีน้ำมีนวล ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่ค่อยขับถ่าย หรือที่เรียกว่า ท้องผูก

*ออกกำลังกาย เป็นการบริหารอวัยวะทั้งภายในและภายนอก ทำให้ได้รับการเคลื่อนไหว ช่วยให้เกิดการเสริมสร้างส่วนที่ขาด หรือลดส่วนที่เกิน ช่วยในการทำงานของหัวใจ ปอด ฯลฯ คนที่ไม่ออกกำลังกายจะเป็นคนอ่อนแอ ขาดภูมิต้านทาน เจ็บป่วย เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย


ลิ้นบอกสุขภาพ


ลิ้นบอกสุขภาพ

*ลองเอากระจกขึ้นมาแล้วแลบลิ้นออกมาดู คุณจะสามารถรู้เกี่ยวกับสุขภาพของคุณได้มากมาย โดยดูสีของลิ้น และความหมายของมัน

*ลิ้นสีน้ำตาลอ่อน คราบสีน้ำตาลอ่อนที่เกาะอยู่ที่ลิ้น ปกติจะมาจากคราบอาหารหลังจากรับประทาน จะมีคราบติดอยู่บนลิ้น ดังนั้นคุณควรแปรงลิ้นหลังรับประทานอาหาร และควรดื่มน้ำเยอะ เพราะน้ำช่วยให้มีน้ำลาย ซึ่งจะช่วยรักษาความสะอาดในปากได้

*ลิ้นเป็นสีชมพูอ่อน/ขาว ลิ้นบางคนจะมีสีขาวซีด คราบสีขาวบนลิ้นจะมีปัญหาเมื่อมันลอกและมีเลือดออก ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นแสดงว่าคุณติดเชื้อรา ต้องไปให้แพทย์รักษา

*ลิ้นมีสีชมพูอ่อนแก่สลับกัน เป็นจุดเล็กๆ ที่มีลักษณะเหมือนสิว บ่อยครั้งเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งจะหายเองภายใน 1 สัปดาห์ แต่ถ้าจุดนั้นขยายใหญ่ แล้วแตกออกมาและไม่หายนานกว่า 2 อาทิตย์ คุณต้องไปหาหมอ เพราะมันอาจเป็นสัญญาณบอกว่าคุณอาจเป็นมะเร็งที่ลิ้นได้ค่ะ

*ลิ้นสีดำหรือน้ำตาลเข้ม เป็นอาการที่พบได้น้อยมาก จะมีลักษณะมีคราบขุยสีดำจับอยู่ ซึ่งเชื่อว่าเป้นคราบสกปรกที่ไม่ยอมหลุดออกไป คุณควรจะแปรงลิ้นเป็นประจำ ถ้าจำเป็นก็ควรใช้ช้อนหรือที่ขูดลิ้น ขูดเอาคราบออกบ้าง และควรลดชา กาแฟ และบุหรี่ เพราะทั้ง 3 อย่างนี้ทำให้ลิ้นเป็นคราบมากยิ่งขึ้น


เช็คโรคจากอาการปวดท้อง


เช็คโรคจากอาการปวดท้อง

*ใครที่มักจะปวดท้องบ่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าปวดท้องเพราะอะไร มีวิธีการเช็คโรคจากอาการปวดท้องมาบอก...

*ปวดท้องด้านขวาตอนบน ความเจ็บปวดในบริเวณด้านขวาตอนบนของช่องท้อง มักเกิด จากโรคตับและถุงน้ำดี

*ปวดท้องบริเวณแอ่งกระเพาะอาหาร แอ่งกระเพาะอาหาร คือ บริเวณที่อยู่ใต้ซี่โครงลงมา การเจ็บปวดบริเวณนี้มักเกิดจากการแสบกระเพาะอาหารและอาการไม่ย่อย โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบอาจเกิดขึ้นในบริเวณนี้ได้เช่นเดียวกัน บางครั้งโรคต่างๆที่เกิดขึ้นที่ถุงน้ำดีก็อาจเกิดขึ้นในบริเวณส่วนท้องที่เป็นแอ่งได้

*ปวดท้องส่วนกลาง ส่วนใหญ่มักเกิดจากสาเหตุมาจากโรคที่เกิดขึ้นที่ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้อาการปวดท้องที่บริเวณนี้อาจเกิดจากไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งมักเริ่มขึ้นที่บริเวณนี้ก่อนเสมอ แล้วจึงเลื่อนมาเป็นส่วนล่าง

*ปวดท้องด้านซ้ายตอนบน อาจมีสาเหตุมาจากโรคต่างๆ ที่เกิดในลำไส้ใหญ่ เช่น โรคท้องผูกหรืออาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่ แต่หากมีอาการแสบกระเพาะอาหาร นั่นหมายถึงอาจเกิดจากกรดและอาการเจ็บปวดเนื่องจากแผลในกระเพาะ

*ปวดท้องด้านขวาตอนล่าง อาจเป็นอาการของไส้ติ่งอักเสบอย่างเฉียบพลัน อาการอักเสบของลำไส้

*ปวดท้องด้านซ้ายตอนล่าง อาการปวดที่เป็นลักษณะปวดและคลายสลับกันพร้อมกับ อาการท้องร่วง หรือเกิดจากอาการท้องผูก อาจเกิดจากโรคถุงตันที่ลำไส้ใหญ่อักเสบ (Diverticulitis)

*ครั้งหน้าปวดท้อง อย่าลืมตรวจดูว่าอาการปวดท้องนั้นเกิดจากอะไร จะได้รักษาได้ถูกอาการ


วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2552

เมื่อน้อง...มีกลิ่น


เมื่อน้อง...มีกลิ่น

*ไม่ว่าคุณจะเรียกส่วนนั้นของคุณว่าอย่างไร จะขออนุญาตเรียกว่า น้องชาย...น้องสาว ก็แล้วกัน เพื่อความเข้าใจถูกต้องตรงกัน แถมเป็นคำที่น่าจะสุภาพที่สุดเมื่อจะหมายถึงส่วนนั้น

*คงจะทราบกันดีว่า ส่วนนั้นน่ะ...ส่วนไหน!!!

*เพราะผู้ชายทั้งหลายมักจะคิดถึงส่วนนั้นเสมอๆ จนเป็น...ของรักของหวง และผู้หญิงก็มักจะคิดถึงน้องสาวส่วนนั้นว่า...ส่วนสงวน

*แต่เมื่อของรักของหวงและส่วนสงวน เกิดมีกลิ่นขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างก็วุ่นวายไปหมด แถมทำให้ความเชื่อมั่นในตัวเองลดลงไปอีก โดยเฉพาะกับน้องสาว...

*นั่นเป็นเรื่องของกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า ANAEROBIC VAGINOSIS เป็นภาวะที่พบได้ในผู้หญิงบางคนในบางช่วงเวลา และเป็นกลิ่นคล้ายๆ คาวปลาเน่าๆ ซึ่งจะส่งกลิ่นรุนแรงออกมาเวลาที่เกิดความร้อนเช่น การเสียดสีกันในขณะร่วมรัก และในเวลาที่มีประจำเดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น้องสาวมีอุณหภูมิสูงขึ้นมากกว่าปกติ...จนบางคนนึกว่า น้องสาวเน่าไปแล้ว!!!

*ไปหาคุณหมอ ถ้าเล่าไม่ละเอียด หรือคุณหมอไม่ได้ตั้งข้อสงสัยจากกรณีนี้ ตรวจภายในไปจะไม่พบอะไรผิดปกติ ไม่พบการอักเสบภายในช่องคลอด และถึงเอาตกขาวไปส่องกล้องจุลทรรศน์ดู ก็จะไม่เห็นเม็ดเลือดขาวที่แสดงว่ามีการอักเสบ ผู้หญิงหลายคนจึงกลุ้มใจ เพราะไปหาหมอแล้วตรวจไม่พบอะไร

*นอกจากคุณหมอพยายามหา CLUE CELL ซึ่งเป็นเซลล์ผิวหนังที่หลุดลอกออกมาจากผนังช่องคลอดและมีแบคทีเรียเกาะอยู่เต็มขอบเซลล์จนมองไม่เห็นขอบเขตของเซลล์ชัดเจน...หรือหยด โปตัสเซียม ไฮดรอกไซด์เข้มข้นลงไปบนตกขาว ซึ่งจะทำให้เกิดกลิ่นดังกล่าวระเหยออกมา!!!

*ที่จริงกรณีนี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคร้ายแรง แต่เป็นผลเนื่องมาจากแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า GARDNERELLA VAGINALIS ซึ่งโดยปกติก็มาอาศัยอยู่กับแบคทีเรีย แลคโตแบซิลไล ที่เป็นทหารยามภายในช่องคลอดของผู้หญิง ทำหน้าที่ป้องกันข้าศึกลุกลาน และเชื้อแบคทีเรียทั้งสองชนิดก็อาศัยอยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข

*จนมาวันหนึ่งเจ้าเชื้อแบคทีเรียที่มาขออาศัยพักพิงอยู่เกิดแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วจนทหารยามควบคุมไม่อยู่

*เมื่อเจ้าเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า GARDNERELLA แพร่พันธุ์ออกลูกหลานมาก ย่อมจะถ่ายของเสียออกมาตกค้างภายในน้องสาวมาก จนทหารยามทำความสะอาดไม่ไหว!!

*ของเสียที่ถูกถ่ายออกมาดังกล่าว เมื่อสะสมมากๆ ก็จะเกิดกลิ่นคล้ายปลาเน่า ซึ่งจะระเหยออกมาเวลาเกิดความร้อน เช่น ในระหว่างการร่วมรัก และในช่วงเวลาที่มีประจำเดือน...

*และถ้าวินิจฉัยได้ว่า เป็นภาวะนี้ หรือมาจากสาเหตุนี้ การรักษาก็ไม่ยาก คุณผู้หญิงทั้งหลายจึงต้องพยายามให้ประวัติคุณหมอให้ดี เพื่อจะวินิจฉัยได้ถูกต้อง!! จะได้สะอาดสดใส และไม่มีกลิ่นคาว...

*เพราะกรณีนี้เป็นเรื่องราวที่ทำให้ผู้หญิงทั้งหลายเกิดความรำคาญเวลาน้องสาวมีกลิ่น และไม่ทราบว่าเป็นอะไร

*เคล็ดลับต่อไปนี้จะทำให้น้องสาวสดใส พร้อมจะให้หวานใจเปิดบริสุทธิ์

*แห้ง โล่ง โปร่ง สบาย เป็นหัวใจสำคัญในการรักษาสุขอนามัยของน้องสาว

*ชุดชั้นในที่เหมาะกับสาวเมืองร้อนชื้นแบบประเทศไทย ควรทำจากผ้าฝ้าย และไม่ควรใช้ชุดชั้นในที่รัดแน่น เดี๋ยวนี้กางเกงในแบบบ๊อกเซอร์ผู้หญิง ก็มีจำหน่ายแล้ว ดูเซ็กซี่ไม่เบาทีเดียว...จะบอกให้

*อย่ารับประทานยาปฏิชีวนะนานๆ เพราะจะไปฆ่าเชื้อแลคโตแบซิลไลภายในช่องคลอด ถ้าจำเป็นควรรับประทานโยเกิร์ตหรือเครื่องดื่มที่มีแลคโตแบซิลไลเป็นส่วนผสมด้วย

*สิ่งต่อไปนี้ได้รับการศึกษาวิจัยว่า เพิ่มโอกาสการติดเชื้อราภายในช่องคลอด ได้แก่ การนุ่งกางเกงในรัดๆ การนุ่งกางเกงยีนส์รัดแน่น การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดนานๆ การตั้งครรภ์ การรับประทานยาปฏิชีวนะนานๆ การเป็นโรคบางชนิด เช่น เบาหวาน หรือได้รับสเตียรอยด์นานๆ ฯลฯ

*ทำความสะอาดน้องสาวก่อนและหลังการปฏิบัติกิจกรรมทางเพศทุกครั้ง น้ำสะอาดจะดีที่สุดที่ใช้ทำความสะอาด...

*ทีนี้เมื่อน้องชายมีกลิ่นล่ะ...

*ผู้ชายที่ขลิบหนังหุ้มปลาย มีโอกาสเกิดกลิ่นน้อยกว่า ผู้ชายที่ไม่ได้ขลิบหนังหุ้มปลาย

*ผู้ชายที่ทำความสะอาดอวัยวะเพศ โดยการเปิดส่วนปลายออกมาทำความสะอาดทุกครั้งเวลาอาบน้ำ มีโอกาสเกิดกลิ่นน้อยกว่า ผู้ชายที่ไม่ทำความสะอาดน้องชาย

*และผู้ชายที่เปิดหัวน้องชายออกมาชะล้างทำความสะอาดวันละ 2 ครั้งจะมีกลิ่นน้อยกว่า ผู้ชายที่ทำความสะอาดวันละครั้ง

*ผู้ชายที่สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเวลาที่น้องชายปฏิบัติการ มีโอกาสเกิดกลิ่นน้อยกว่าผู้ชายที่ไม่ชอบสวมถุงยางอนามัย แถมมีโอกาสติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์น้อยกว่าด้วย

*แน่นอนว่า ผู้ชายที่อาบน้ำและชะล้างส่วนปลายทุกครั้งก่อนปฏิบัติกิจกรรมมีโอกาสน้อยกว่าที่จะมีกลิ่น

*และเมื่อน้องชายมีกลิ่นแล้วละก็ การรักษาความสะอาด มีส่วนเป็นอย่างมากในการทำให้กลิ่นหายไป โดยไม่จำเป็นจะต้องพึ่งยา

*กลิ่นสะอาดจึงขึ้นอยู่กับการรักษาสุขอนามัยของน้องชายโดยแท้ ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอกเหมือนน้องสาวของผู้หญิงแต่อย่างใด

ตามไปดู...บทความที่เกี่ยวข้อง
กลิ่นตัวชาย...กลิ่นกายหญิง
*
*

ความดันโลหิต


ความดันโลหิต

*โลหิตจะถูกบังคับให้ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย โดยการสูบฉีดของหัวใจ การไหลผ่านของโลหิตในหลอดโลหิตแดงและหลอดโลหิตดำเป็นไปอย่างสะดวก

*แต่การที่จะให้โลหิตซึ่งเป็นของเหลว เหนียว ไหลผ่านหลอดโลหิตฝอยที่มีขนาดเล็กมากจนแทบมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก

*ด้วยเหตุนี้ แรงดันในหลอดโลหิตแดงจึงเพิ่มมากขึ้นตามจังหวะที่หัวใจสูบฉีด โดยจะมีระดับสูงมากในส่วนที่ใกล้กับหัวใจและจะมีระดับสูงสุดเมื่อหัวใจห้องล่างบีบตัว

*ดังนั้น ความดันโลหิตจึงมีอยู่ 2 ขนาด คือ แรงดันสูงมากในขณะที่หัวใจห้องล่างบีบตัว และแรงดันจะต่ำ่ลงเมื่อหัวใจห้องล่างคลายตัว แรงดันในหลอดโลหิตนี้ เรียกว่า ความดันโลหิต

*ระดับของความสามารถตรวจสอบได้ โดยใช้เครื่องวัดความดันของโลหิต (Sphygmomanometer) ซึ่งจะวัดและบอกขนาดของความดันออกมาเป็นเลขคู่ เช่น

*ความดัน 120/80 เป็นความดันโลหิตปกติของคนวัยหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดี

*ความดันตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไปถือเป็นความดันโลหิตสูง

*ความดันโลหิตของคนสูงอายจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่่บางคนอาจจะมีสูงมากจนถึงระดับอันตราย หากไม่รีบรักษา ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงเกินกว่าปกติ เราเรียกว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)

*ร่างกายมีความจำเป็นต้องรักษาระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เมื่อใดก็ตามที่ความดันโลหิตลดลงอย่างกะทันหัน เช่น การสูญเสียโลหิตจามอุบัติเหตุ จะทำให้เกิดอาการช็อค เพราะสมองและอวัยวะต่างๆ มีโลหิตไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ จึงทำให้หมดสติ


มะเร็งปากมดลูก


มะเร็งปากมดลูก

*มะเร็งปากมดลูกคืออะไร?

*มะเร็ง คือ เนื้อร้ายภายในร่างกายที่เจริญเติบโตขึ้นโดยปราศจากการควบคุม

*ปากมดลูก คือ อวัยวะในร่างกายสตรี เป็นส่วนหนึ่งของมดลูก อยู่ภายในช่องคลอดมีหน้าที่ ป้องกันสิ่งแปลกปลอมภายนอกร่างกายและเป็นทางผ่านของสิ่งคัดหลั่งจากมดลูก มะเร็งปากมดลูกเป็นเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นบริเวณปากมดลูก สามารถแพร่ขยายลุกลามและกดเบียด อวัยวะใกล้เคียงมดลูกภายในอุ้งเชิงกราน และสามารถกระจายไปยัง ปอด ตับ ลำไส้ หรือสมอง ทำให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะเหล่านั้น ตามมาได้

*มะเร็งปากมดลูกเกิดจากอะไร?

*มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งแห่งความรัก หากปราศจากการมีเพศสัมพันธ์ มะเร็งก็ไม่เกิด

*พบว่าเชื้อไวรัส HPV เป็นสาเหตุที่ชักนำให้ปากมดลูกเกิดความผิดปกติกลายเป็นมะเร็ง โดยเชื้อไวรัส HPV นี้เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดหูดหงอนไก่

*เมื่อสตรีได้รับเชื้อไวรัส HPV มาจากการมีเพศสัมพันธ์ เชื้อชนิดนี้จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมภายในเซลล์ปากมดลูก จนกลไกการควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ถูกกระตุ้นขึ้น ตามมาด้วยการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ ซึ่งไม่อาจหยุดยั้งได้ของเซลล์เนื้องอก

*ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก

*การมีเพศสัมพันธ์กับชายสำส่อน ซึ่งอาจรับเชื้อไวรัส HPV เข้าสู่ร่างกายจากสตรีอื่นมาแล้ว

*การมีคู่นอนหลายคน ทำให้เสี่ยงต่อการรับเชื้อไวรัส HPV มากขึ้น

*การมีเพศสัมพันธ์ขณะอยู่ในวัยเด็กหรือวัยรุ่น เนื่องจากปากมดลูกในระยะนี้ไวต่อการติดเชื้อ HPV

*การสูบบุหรี่หรือขาดสารอาหารบางชนิด ทำให้ร่างกายมีความบกพร่องของกลไกป้องกันไวรัส HPV

*จะเห็นได้ว่า โรคมะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้ง่ายมาก เป็นโรคที่ต้องใช้ความเข้าใจในการแก้ปัญหา ความรักระหว่างสามีภรรยา ความรักระหว่างสมาชิกในครอบครัว ความอบอุ่นภายในครอบครัว ความสัมพันธ์ทางเพศที่ไม่สำส่อนจะไม่มีโอกาสรับเชื้อไวรัสมหาภัยชนิดนี้มาได้เลยค่ะ

*สตรีที่มีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกได้มาก คือ

*สตรีที่มีอายุอยู่ในช่วง 30 – 50 ปี

*สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ขณะอายุยังน้อย

*สตรีที่มีคู่นอนหลายคน

*สตรีที่สามีเที่ยวโสเภณี

*สตรีที่ติดโรคทางเพศสัมพันธ์บ่อยๆ เช่น หูดหงอนไก่ เริม

*สตรีที่สูบบุหรี่

*สตรีที่ไม่เคยตรวจภายในเลย

*ส่วนอาการแสดงของการเป็นมะเร็งปากมดลูกนั้น ในมะเร็งระยะเริ่มต้นส่วนมากจะไม่มีอาการใดๆ เลยค่ะ

*ในรายที่มะเร็งมีอาการลุกลามมากแล้วทำให้เกิดอาการ เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ เลือดออกทางช่องคลอดที่ไม่ใช่ประจำเดือน ตกขาวมีกลิ่นเหม็น มีหนองหรือเลือดปน ซีด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

*อาการที่พบของมะเร็งปากมดลูกคือ มีตกขาวจำนวนมากผิดปกติ ลักษณะเป็นหนอง กลิ่นเหม็นหรือมีลักษณะคล้ายน้ำไหลออกมาจากช่องคลอด เลือดออกกะปริบกะปรอย เลือดออกหลังร่วมเพศ หรือเลือดออกในขณะที่ไม่ใช่รอบเดือน เป็นต้น

*แต่อาการเหล่านี้ไม่ใช่จะเป็นอาการของมะเร็งปากมดลูกเสมอไปนะค่ะ เพราะอาจจะเป็นอาการของโรคทางระบบอวัยวะสืบพันธุ์อื่นๆ ได้ด้วยค่ะ ซึ่งอย่างไรก็ตามควรไปตรวจวินิจฉัยกับแพทย์ค่ะ

*ทำอย่างไรคุณผู้หญิงจึงจะทราบว่า เราเป็นมะเร็งปากมดลูกหรือไม่

*เนื่องจากมะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่สามารถป้องกันและตรวจพบได้ ตั้งแต่เซลเริ่มผิดปกติ และสามารถรักษาให้หายได้ในระยะเริ่มต้น เพราะมีการดำเนินโรค แบบค่อยเป็นค่อยไป ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน และเป็นอวัยวะที่อยู่ในตำแหน่งที่สามารถตรวจวินิจฉัยง่ายกว่าอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย

*แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยและรักษาได้เร็ว ก่อนที่จะเป็นมะเร็งลุกลาม จากการตรวจภายในและเก็บตัวอย่างเซลบริเวณปากมดลูกไปตรวจหรือที่เรียกว่าการทำ แป๊ปสเมียร์ ( Pap smear ) ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจหามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มต้นค่ะ ฉะนั้น คุณผู้หญิงทุกคนควรตระหนักถึง ความสำคัญของการมาตรวจหามะเร็งปากมดลูกให้มากๆ นะค่ะ

*คุณผู้หญิงควรจะเริ่มตรวจหามะเร็งปากมดลูกเมื่อใด

*ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ทุกช่วงอายุ

*ผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรเริ่มตรวจเมื่อ อายุ 30 ปีขึ้นไป

*โดยควรมาตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือตามแพทย์นัด ในกรณีที่เริ่มพบความผิดปกติแพทย์อาจนัดให้ไปตรวจถี่ขึ้น

*การป้องกัน

*การป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่สามารถทำได้ คือ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เช่น หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน งดสูบบุหรี่ สังเกตอาการผิดปกติและที่สำคัญก็คือการไปพบแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็งปากมดลูกทุกปี ค่ะ

*การวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก ปัจจุบันมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ คือ การใช้กล้องส่องตรวจปากมดลูก ที่เรียกว่า กล้องคอลโปสโคป เป็นกล้องขยายดูปากมดลูกในรายที่ผลการตรวจมะเร็งปากมดลูก โดยการทำแป๊ปสเมียร์ผิดปกติ ทำให้ง่ายต่อการรักษามากขึ้นค่ะ

*การรักษาความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูกก่อนระยะลุกลาม สามารถรักษาให้หายได้ โดยการผ่าตัด หรืออาจใช้เครื่องจี้เย็น เครื่องจี้ไฟฟ้า และการใช้เลเซอร์

*ส่วนมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม ก็สามารถรักษาได้ผลดีจากการผ่าตัด การฉายรังสีและการให้ยาเคมีบำบัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค ยิ่งตรวจค้นพบได้เร็วเท่าไรโอกาสหายก็ยิ่งมีมากค่ะ

*ดังที่กล่าวมาแล้วว่าการรักษามะเร็งปากมดลูกได้ผลดีมาก อัตราการอยู่รอด 5 ปีในมะเร็งระยะแรกๆ มีมากถึงกว่า 90% ที่เดียวละค่ะ

*การตรวจหามะเร็งปากมดลูกทำได้อย่างไร

*มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่สามารถสืบค้นและป้องกันได้ค่ะ โดยการตรวจภายในเพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูก เรียกว่า การตรวจแป็ปสเมียร์ค่ะ เป็นการตรวจภายในแล้วใช้ไม้พายเล็กๆ ป้ายบริเวณปากมดลูก เพื่อนำเซลล์ไปตรวจหาความผิดปกติในระยะก่อนเป็นมะเร็ง หรือที่เป็นมะเร็งระยะก่อนลุกลาม ใช้เวลาในการตรวจประมาณ 5 นาที โดยไม่มีความเจ็บปวดใดๆ ขณะตรวจเลย

*สตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้วทุกช่วงอายุ หรือที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ แต่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจภายในหามะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจแป็ปสเมียร์ปีละ 1 ครั้ง อย่างสม่ำเสมอ ที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลใกล้บ้านนะค่ะ การตรวจภายในไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือมีความเจ็บปวดใดๆ เลยค่ะ สตรีควรพิทักษ์สิทธิในร่างกายเราและป้องกันการเกิดโรคซึ่งสามารถจะป้องกันด้วยตัวเราเองนะคะ

*สำหรับการเตรียมตัวในการตรวจแป็ปสเมียร์ไม่ยากเลยค่ะ โดยควรจะตรวจทันทีที่นึกได้ว่าปีนี้ยังไม่ได้ตรวจภายใน โดยวันที่จะมาตรวจภายใน

*ไม่ควรจะเป็นวันที่มีประจำเดือน และควรตรวจหลังประจำเดือนหมดไปแล้ว 2 สัปดาห์

*งดเพศสัมพันธ์และงดการสวนล้างช่องคลอดในวันก่อนตรวจ 1 วัน ค่ะ

*การป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูก

*นอกจากการตรวจหามะเร็งปากมดลูกแล้ว เรายังสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ด้วยการ ดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจให้สมบูรณ์ โดยการงดสูบบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายและอวัยวะสืบพันธุ์ ทำจิตใจให้เบิกบาน แจ่มใส ไม่สำส่อนหรือมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่สาม

*หลายคนอาจคิดว่ามะเร็งปากมดลูกเกิดกับผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์หรือสำส่อนทางเพศเท่านั้น ต้องบอกว่าผิดถนัด เพราะเพียงชั่วขณะที่คุณเข้าห้องน้ำก็สามารถนำไปสู่การเกิดโรคนี้ได้

*ตามปกตินิสัยผู้หญิงจะติดทิชชูเวลาเข้าห้องน้ำ โดยไม่รู้เลยว่าพฤติกรรมติดทิชชูนี้จะเป็นการพามะเร็งร้ายเข้าตัว เนื่องจากทิชชูมีสารเคมีตัวฉกาจผสมอยู่ เมื่อใช้ไปนานๆ จะทำให้เกิดเชื้อราในช่องคลอดและขยายวงกว้างจนกลายเป็นมะเร็งร้าย

*คุณควรปฏิบัติให้ถูกสุขลักษณะ หลังจากทำธุระเรียบร้อยแล้วให้ให้ใช้ทิชชูซับเพียงเบาๆ และอย่าเกิน 10 วินาที ห้ามเช็ดหรือถูเด็ดขาด วิธีนี้จะช่วยหลีกเลี่ยงอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์

*การป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน HPV

*ในประเทศไทย มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV 2 ชนิด คือ

*วัคซีนการ์ดาซิล (Gardasil) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อต้นเดือน พฤษภาคม เป็นวัคซีนรวม 4 สายพันธุ์ สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18 ซึ่งวัคซีนสามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูก ที่เกิดจากเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 อันเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกทั่วโลก ประมาณร้อยละ 70 และหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ ที่สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 ได้

*วัคซีนเซอร์วาริก (Cervarix) ซึ่งคาดว่าจะผ่านการรับรองและจำหน่ายได้ราวเดือนสิงหาคมนี้ เป็นวัคซีน 2 สายพันธุ์ สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นต้นเหตุส่วนใหญ่ของโรคมะเร็งปากมดลูก

*การฉีดวัคซีน HPV

*เพื่อให้วัคซีน HPV เกิดประโยชน์สูงสุด แนะนำให้ฉีดวัคซีนในเด็กผู้หญิงอายุ 9-26 ปี (ก่อนถึงวัยมีเพศสัมพันธ์) และในผู้หญิงที่ไม่เคยติดเชื้อ HPV มาก่อน และสำหรับวัคซีนชนิดรวม 4 สายพันธุ์ สามารถฉีดในเด็กผู้ชาย อายุ 9-11 ปีได้อีกด้วย เพื่อป้องกันการเกิดโรคหูดหงอนไก่และป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้หญิงในอนาคต

*การฉีดวัคซีน HPV ให้ฉีด 0.5 มล. เข้ากล้ามเนื้อหัวไหล่ จำนวน 3 ครั้ง

*ครั้งที่ 1 ฉีดในวันที่กำหนดเลือก

*ครั้งที่ 2 ฉีดในเดือนที่ 1-2 หลังจากการฉีดครั้งแรก

*ครั้งที่ 3 ฉีดในเดือนที่ 6 หลังจากการฉีดครั้งแรก*ผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีน HPV

*โดยทั่วไปการฉีดวัคซีน HPV มีความปลอดภัยสูง ไม่พบอาการข้างเคียงที่รุนแรงอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น ได้แก่ ไข้ พบประมาณร้อยละ 10 และบริเวณที่ฉีดวัคซีนอาจมีอาการปวด บวม แดง และคัน เป็นอยู่ชั่วคราวและหายไปเอง

*สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

*วัคซีนเป็นวัคซีนป้องกัน แต่ไม่ใช่วัคซีนสำหรับรักษาในกรณีที่เกิดรอยโรคจากการติดเชื้อไวรัส HPV แล้ว

*เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ควรให้วัคซีนตั้งแต่ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก แต่ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แล้วก็ยังคงต้องมีการตรวจแปปสเมียร์ประจำทุกปี หรือตามแพทย์นัด


วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2552

เดินเหยาะๆ ดีที่สุด ลดภาวะเครียดของสาววัยทอง


เดินเหยาะๆ ดีที่สุด ลดภาวะเครียดของสาววัยทอง

*ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือที่เราเรียกว่า "ผู้หญิงวัยทอง" ดูเหมือนจะเป็นวัยที่ไม่แฮปปี้เอาเสียเลย เพราะอาการต่างๆ ที่เกิดจากร่างกายเข้าสู่วัยทองนั้น สร้างความเบื่อหน่ายให้ผู้หญิงทุกคน อารมณ์ที่บูดเบี้ยวบึ้งตึงได้ง่าย ทั้งสามีและลูกอาจต้องทำใจและทนเบื่อหน่ายกันไปสักระยะ

*หากคุณเป็นหนึ่งในผู้หญิงวัยกลางคนที่มีปัญหาดังกล่าว เรามีวิธีแก้ไข เพราะเขาบอกว่าการออกกำลังกายอย่างที่เรียกว่า "การเดินเล่น" นี่แหละ เป็นทางออกวิธีเดียวที่ช่วยได้ดีที่สุด

*สถาบันวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง แล้วพบว่าการเดินก้าวอย่างช้าๆ นี่แหละ จะช่วยให้อาการเคียด กังวลใจ วิตกจริต ร้อนวูบวาบตามร่างกาย ที่ปรากฏขึ้นในสาววัยทองบรรเทาลงอย่างง่ายดาย

*หากคุณผู้หญิงใช้วิธีการบำบัดทางธรรมชาติง่ายๆ ด้วยการเดินเล่นเพียงสัปดาห์ละ 5 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมงครึ่ง สำหรับหญิงสาววัยหมดประจำเดือน การบำบัดที่ว่านี้จะช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ได้ดี โดยเฉพาะอาการทางจิตจำพวกวิตกจริต กังวลใจ และอาการเครียด เป็นต้น

*เนื้อหาของหนังสือ Cancer Epidemionology, Biomarks & Prevention ที่เพิ่งลงตีพิมพ์ไปเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา พบการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ได้ทำการวิจัยผู้หญิงอายุ 42 ปี จำนวน 380 คน พบว่าหากปฏิบัติโดยการเดินเล่นสบายๆ สัปดาห์ละ 5 ครั้ง ครั้งละประมาณ 40 นาที จะดีกว่าการเดินสัปดาห์ละ 5 ครั้ง ครั้งละเพียง 15 นาที (ที่อาจช่วยได้เพียงลดอาการร้อนวูบวาบได้เพียงอย่างเดียว)

*ดร.เนลสันกล่าวว่า "ผู้หญิงที่หมกมุ่นอยู่กับการทำงานหนัก จะไม่มีโอกาสเดินเล่นตามสวนสาธารณะ แต่พวกเธอสามารถลดความเสี่ยงได้จากการเดินช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้า ที่ถึงแม้จะช่วยไม่ได้มาก แต่มันก็ดีกว่าการไปเข้าฟิตเนสเป็นไหนๆ ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องวิ่งอย่างหักโหม ขอเพียงแค่เดินเหยาะๆ เบาๆ ตามตารางเวลาที่กำหนด มันก็สามารถช่วยลดอาการเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ อีกทั้งช่วยในการเผาผลาญไขมันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย"

*ทางองค์กรที่สนับสนุนเรื่องนี้ใน UK จึงออกมารณรงค์เรื่องนี้ โดยเชิญชวนให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายโดยการเดินสัปดาห์ละ 5 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ก็เพียงพอ เพราะการออกแรงเบาๆ บ่อยๆ ช่วยทำให้การเต้นของหัวใจถี่ขึ้น การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายภายในที่ร้อนวูบวาบได้ถ่ายเทออกมาเป็นเหงื่อ เมื่อเหงื่อออกตัวจะเย็นลงและอาการทุกอย่างจะดีขึ้น ดังนั้นมันจึงเป็นผลทำให้การเดินเล่น หรือแม้แต่ทำสวนธรรมดาๆ กลายเป็นกิจกรรมเพื่อสุขภาพที่ดีที่สุดสำหรับสาววัยทองก็เป็นได้

*ล่าสุด ทางอเมริกาได้เปิดเผยแล้วว่า การออกกำลังกายดังกล่าว นอกจากจะลดอาการต่างๆ แล้ว ยังลดภาวะเสี่ยงของโรคเบาหวาน โรคเครียด และโรคหัวใจ ได้อีกด้วย


วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552

สวยด้วยขมิ้นสด


สวยด้วยขมิ้นสด

*ขมิ้นเป็นสมุนไพรธรรมชาติ นอกจากจะนำมาปรุงอาหารแล้ว ยังสามารถทำให้สวยได้อีกด้วย

*ส่วนผสม ขมิ้นสด(เล็กน้อย) ดินสอพอง 2-3 เม็ด น้ำมะนาว 1 ผล

*วิธีทำ นำขมิ้นสดมาล้างน้ำให้สะอาดปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่เครื่องปั่นจนละเอียด แล้วเอามารวมกับดินสอพองและน้ำมะนาว ใช้ช้อนบี้ๆจนรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เนื้อครีมข้น และเหนียว

*นำมาพอกกับหน้าที่สะอาดก่อนเข้านอน โดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกผิวหน้าสดชื่นและเต่งตึงขึ้นด้วย

*ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ภายในเวลาไม่ถึงเดือนจะสังเกตเห็นว่าผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เห็นความเปลี่ยนแปลงจนสามารถสังเกตได้

*ถ้าใครอยากมีผิวหน้าที่ดูดี ก็อย่าลืมนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้


ฝ้าเกิดขึ้นได้อย่างไร!


ฝ้าเกิดขึ้นได้อย่างไร!

*ฝ้าเกิดจากเซลล์ที่สร้างเม็ดสีซึ่งอยู่ในชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) มีการสร้างเม็ดสี เมลานิน (Melanin) เพิ่มมากกว่าปกติ จึงทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นมีสีเข้มขึ้นเป็นสีน้ำตาลอ่อนจนถึงเข้ม มักจะพบบริเวณโหนกแก้ม สันจมูก หน้าผาก บริเวณเหนือริมฝีปากและคาง

*สาเหตุของการเกิดฝ้า

*ปัจจัยภายใน

*ระดับฮอร์โมนเพศหญิง ที่เปลี่ยนแปลงในขณะตั้งครรภ์ หลังคลอดบุตรหรือระหว่างรับประทานยาคุมกำเนิด

*วัยหรืออายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เซลล์ผิวหนังมีความเสื่อมโทรมและอ่อนแอลง

*ความเครียดและความกังวลใจ

*เผ่าพันธุ์ โดยพบว่าสาวชาวเอเชียจะเป็นฝ้ามากกว่าสาวชาวตะวันตก

*การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ

*ปัจจัยภายนอก

*รังสี UV จากแสงแดด แสงไฟ และความร้อนจากเตาไฟ ตัวการที่ทำให้การสร้างเม็ดสีเมลานินมากผิดปกติ ส่งผลให้เกิดฝ้า กระ หรือรอยด่างดำมากขึ้น

*สารเคมีและมลภาวะ ที่ได้รับจากสิ่งแวดล้อมภายนอก

*ชนิดของฝ้า

*ฝ้าตื้น (Superficial Type) จะเห็นได้ชัดเพราะอยู่ที่เซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้า ฝ้าชนิดนี้จะมีสีน้ำตาลดำเข้ม มีขอบชัดเจน

*ฝ้าลึก (Deep Type) มีสีน้ำเงินอมม่วงหรือเทาอ่อนๆ ของเขตไม่ชัดเจน ฝ้าชนิดนี้รักษาให้หายยากกว่าฝ้าตื้น เนื่องจากเกิดอยู่ที่ผิวหนังชั้นลึกลงไป

*ฝ้าผสม (Mixed Type) จะมีลักษณะของฝ้าตื้นและฝ้าลึกปนกัน

*หลักการรักษาฝ้า

*หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น โดยเฉพาะแสงแดด ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการโดนแดดจัด โดยการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เช่น เคยว่ายน้ำตอนกลางวันก็เปลี่ยนมาเป็นตอนเช้าตรู่หรือตอนเย็น จึงเป็นวิธีธรรมชาติที่ทำให้ฝ้าจางลง

*การใช้ยารักษาฝ้า มีตัวยาหลายชนิดที่ทำให้ฝ้าจางลง เช่น ไฮโดรควินโนน, กรดเรตติโนอิก, กรดอะซาลิอิก, กรดโคจิก จนกระทั่งสตีรอยด์ ซึ่งตัวยาแต่ละตัวจะมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันออกไป และอาจก่อให้เกิดข้อแทรกซ้อนได้

*นอกจากนั้น หากจำเป็นต้องโดนแดด การใช้ยากันแดด เพื่อลดผลของแสงแดดที่กระตุ้นให้ฝ้าเข้มขึ้น นักวิจัยอเมริกันเคยกล่าวว่า แค่เดินลงจากบ้าน มาขึ้นรถ หากถูกแดดจัด ฝ้าก็เข้มขึ้นแล้ว

*แต่ก็ยังไม่มียากันแดดตัวใดที่ป้องกันแดดได้ 100% ดังนั้นแม้จะทายากันแดดก็ยังต้องพยายามหลบเลี่ยงแสงแดดตามไปด้วย

*การรักษาให้ฝ้าจางลงนั้นทำได้ แต่ยังไม่มีวิธีใดๆที่สามารถรักษาฝ้าให้หายขาดโดยไม่ขึ้นใหม่อีกได้

*จึงไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาใดๆที่ว่าฝ้ารักษาหายขาดได้ เพราะจะทำให้เสียเวลาและเงินทองจนเกินไป


มะเร็งเต้านม และคลิปวิธีตรวจเต้านมด้วยตัวเอง


มะเร็งเต้านม และคลิปวิธีตรวจเต้านมด้วยตัวเอง

*มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในหญิงไทยเป็นที่สองรองจากมะเร็งปากมดลูก มักเกิดในหญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปและพบมากในหญิงที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตรน้อย และในผู้ที่มีประวัติญาติพี่น้องเคยเป็นมะเร็งเต้านม หญิงอายุน้อยหรือชายก็อาจเป็นมะเร็งเต้านมได้ แต่พบได้น้อย

*สาเหตุการเกิดโรค ยังไม่ทราบแน่นอน แต่ในทางระบาดวิทยา อาหารไขมันสูง มีส่วนทำให้เกิดโรคได้ ตำแหน่งเกิดของมะเร็งเต้านมมักเป็นที่ส่วนบนด้านนอกของเต้านมมากกว่าส่วนอื่น

*ลักษณะอาการของโรค

*เริ่มจากการคลำก้อนไม่ได้จนถึงมีก้อนเล็กๆ ขึ้นที่เต้านม ส่วนมากจะไม่มีอาการเจ็บปวด

*ก้อนจะโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เต้านมมีลักษณะผิดไป อาจทำให้เต้านมใหญ่ขึ้น หรือบางชนิดทำให้เต้านมแข็ง หดตัวเล็กหรือแบนลงได้ ก้อนมะเร็งอาจจะรั้งให้หัวนมบุ๋ม เข้าไปจากระดับเดิม หรือทำให้ผิวหนังบริเวณเต้านมมีลักษณะ หยาบ และขรุขระ บางรายเมื่อบีบบริเวณหัวนมจะมีน้ำเหลืองหรือเลือดไหลซึมออกมา

*มะเร็งจะลุกลาม แพร่กระจายจากตำแหน่งที่เกิดได้อย่างรวดเร็วไปตามหลอดเลือด และน้ำเหลืองสู่อวัยวะอื่นๆ

*บริเวณที่พบการแพร่กระจายได้เร็วและบ่อยที่สุดได้แก่ ต่อมน้ำเหลือง ที่รักแร้

*ในรายที่เป็นมากแล้วเนื้อมะเร็งบางส่วนจะเน่าตาย ทำให้เกิดเป็นแผลขยายกว้างออกไป และมีกลิ่นเหม็นจัด

*การตรวจวินิจฉัยและรักษา

*การตรวจพบและรักษามะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จะมีโอกาสหายขาดได้

*การตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้งเป็นประจำ หลังหมดประจำเดือน 7 วัน และ การตรวจโดยเอ็กซเรย์เต้านม ช่วยให้พบความผิดปกติ หรือก้อนมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

*การรักษานั้นอาจทำโดยการผ่าตัดการบำบัดทางรังสี และการใช้ยาสังเคราะห์บางประเภท ทั้งนี้อาจจะให้การรักษาโดยวิธีการเดียวหรือร่วมกันไปก็ได้ ขึ้นอยู่กับผลการ ตรวจพิเศษ ของชิ้นเนื้อมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองที่ผ่าตัดออกมา

*ข้อพึงปฏิบัติ

*ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้งเป็นประจำ หลังหมดประจำเดือน 7 วัน หากพบก้อนหรือสิ่งผิดปกติใด ๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

*ให้ความร่วมมือในการรักษา อย่าหลงเชื่อและเสียเวลาไปกับการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการทางไสยศาสตร์และยากลางบ้าน เพราะมะเร็งนั้นจะโตขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่จะหายขาดจะลดลง ทุกขณะ

*พึงระลึกเสมอว่ามะเร็งของเต้านมหรืออวัยวะใดก็ตาม ถ้าได้รับการรักษาในระยะเริ่มต้น เร็วเท่าไร ความหวังที่โรคจะหายขาดก็ยิ่งมีมากขึ้นเพียงนั้น

ดาวน์โหลดคลิปวิธีตรวจเต้านมด้วยตัวเอง


ละเลยเรื่องเลือด ไวรัสตับอักเสบถามหาแน่!!


ละเลยเรื่องเลือด ไวรัสตับอักเสบถามหาแน่!!

*ภายในร่างกายของคน เราประกอบไปด้วยอวัยวะต่างๆ ที่ช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเรียกกันว่า ระบบอวัยวะ ทำให้เราสามารถ ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข แต่ถ้ามีอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งบกพร่องไป ร่างกายก็จะเกิดความผิดปกติขึ้นได้ ซึ่งรวมไปถึงอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกายอย่าง "ตับ"

*ตับ ในร่างกายของเรานั้น มีน้ำหนัก 1.5 ก.ก. อยู่ในช่องท้องด้านขวาส่วนบน มีหน้าที่หลักในการเปลี่ยนสารอาหารสะสมเป็นพลังงานในร่างกาย ผลิตน้ำดีผ่านท่อน้ำดีมาช่วยย่อยไขมันในลำไส้เล็ก ช่วยกรองและขจัดสารพิษ ยาและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในร่างกาย

*เมื่อไรที่มีการทำลายของเซลล์ตับเกิดขึ้น ทำให้การทำงานของตับผิดปกติ นั่นเป็นสัญญาณเตือนให้ทราบว่ามีการอักเสบของตับเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งอาจเกิดผลร้ายต่อร่างกายได้

*การอักเสบของตับ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ตับอักเสบ แบบเฉียบพลัน คนไข้จะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อย ปวดข้อ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และตามมาด้วยตัวเหลืองตาเหลือง โดยที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

*และ ตับอักเสบแบบเรื้อรัง คือ คนไข้อาจจะไม่มีอาการ มาตรวจพบจากการตรวจสุขภาพแล้วพบความผิดปกติของผลเลือด แต่ในกรณี ภาวะตับแข็งแทรกซ้อน คนไข้จะมีตัวและตาเหลือง ท้องและขาบวม มีจ้ำเลือดออกตามตัว อาจมีอาการซึมและสับสนหรือมีเลือดออกในทางเดินอาหาร และถ้าเป็น มะเร็งตับ ผู้ป่วยอาจจะมาด้วยอาการเจ็บชายโครงขวา มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหารและน้ำหนักลด

*โรคตับอักเสบ พบได้ในทุกวัย ทั้งชายและหญิง ที่เกิด จากเชื้อไวรัสซึ่งมีหลายชนิดด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี อี รวมทั้งแอลกอฮอล์ ยา สารเคมีและสารปนเปื้อน ในสิ่งแวดล้อม

*สำหรับ ไวรัสตับอักเสบ เอ ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลันเท่านั้น มักจะเป็นแล้วหายเองได้โดยไม่มีภาวะเรื้อรังเกิดขึ้น สามารถติดเชื้อได้จากการบริโภค การทานอาหารที่ไม่สะอาด อาหารทะเล อาจจะเป็นโรคระบาดได้ สามารถติดจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งได้ ปัจจุบันมีการป้อง กันโดยให้วัคซีน

*ส่วนไวรัสตับอักเสบ บี และไวรัสตับอักเสบ ซี นั้น เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง ในเมืองไทยพบไวรัสตับอักเสบ บี มากกว่าไวรัสตับอักเสบ ซี โดยพบพาหะเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ประมาณ 3 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 6 ของประชากรไทย สามารถติดต่อได้ทางเลือดและผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากเลือด เช่น การรับเลือด พลาสมาหรือเกล็ดเลือด หรือใช้เข็มที่ไม่สะอาดร่วมกัน ในกลุ่มที่ติดยาเสพติด

*นอกจากนั้น ยังพบได้ในน้ำลาย น้ำนม น้ำตา น้ำอสุจิ น้ำไขสันหลัง รวมทั้ง การฝังเข็ม การสักตามตัว การเจาะหู ที่ใช้เข็มไม่สะอาด และการใช้มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ แปรงสีฟัน ร่วมกัน

*รวมไปถึง ทางเพศสัมพันธ์ และรักร่วมเพศ บุตรที่เกิดจากมารดาที่เป็นพาหะมีโอกาสติดเชื้อ แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนหลังคลอด ซึ่งทำให้มารดาสามารถให้นมบุตรได้ด้วย

*โดยผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบ บี เรื้อรัง มักได้รับเชื้อมาจากมารดาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน ผู้ป่วยกลุ่มนี้เมื่ออายุมากขึ้นมักจะหายได้เอง 90 เปอร์เซ็นต์ และมีโอกาสเป็นเรื้อรังน้อยมาก

*ในกลุ่มที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ บี ที่มีผลเอนไซม์ตับปกติและไม่มีอาการ ขณะนี้ยังไม่มีการแนะนำให้รักษา เพราะการ รักษายังไม่ได้ผล เนื่องจากการรักษาด้วยยาซึ่งมีหลายตัว ทั้ง ยาฉีด และยารับประทาน อาจจะไม่ได้กำจัดเชื้อออกจากร่างกาย แต่สามารถลดการอักเสบและการกำเริบของเชื้อในผู้ป่วยที่มี ตับอักเสบเรื้อรัง และมีการกำเริบของ เชื้อไวรัสบีในร่างกาย

*การรักษาระยะยาวอาจเกิดการดื้อยาตามมาอีกทั้งยามีราคาแพง แต่ควรมาตรวจเช็กเลือดทุก 6 เดือน และทำอัลตราซาวน์ ปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อติดตามดูการเปลี่ยนแปลงในตับ เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับได้

*เมื่อตรวจพบว่าเป็นพาหะไวรัสบี ไม่ต้องตกใจเพราะบางคนเป็นพาหะไปตลอดชีวิต ถ้าร่างกายมีภูมิต้านทานดีสามารถจะต้านเชื้อไวรัสได้ จึงต้องพยายามรักษาร่างกายให้แข็งแรง ควรงดหรือไม่จำเป็นไม่ควรกินยาประเภทสเตียรอยด์ (steroids) รวมทั้งกลุ่มยาสมุนไพร เพราะอาจจะทำให้โรคกำเริบขึ้นมาได้

*สำหรับ ไวรัสตับอักเสบ ซี ที่กำลังเป็นที่กล่าวขานกันอยู่ในช่วงนี้ เป็นปัญหาของตับอักเสบเรื้อรังที่พบได้ทั่วโลก เป็นปัญหาของประเทศทางตะวันตก และเป็นสาเหตุอันดับแรกๆ ของการเปลี่ยนตับในประเทศทางตะวันตก แม้จะพบน้อยกว่าตับอักเสบไวรัส บี แต่มีโอกาสเป็นเรื้อรังสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะมีการรักษา ที่ค่อนข้างจะได้ผลดีแต่การรักษา มีค่าใช้จ่ายสูง เป็น อาร์เอ็นเอ ไวรัส (RNA virus) ค้นพบตั้งแต่ปี 1989 พบว่า ประชากร 170 ล้านคนทั่วโลกติดเชื้อ ในประเทศไทยพบได้ร้อยละ 1.5 โดยครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีเชื้อ มีประวัติเคยรับเลือดมาก่อนและอีกครึ่งหนึ่งไม่เคยมีประวัติและไม่มีอาการแสดง ส่วนในรายที่ติดเชื้อมานานกว่า 20 ปีขึ้นไป มีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้

*การติดต่อของเชื้อนั้นคล้ายกันกับไวรัสตับอักเสบ บี คือ การได้รับเลือด หรือผลิต ภัณฑ์ของเลือด นอกจากนั้นอาจติดจากการใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น การสักหรือฝังเข็ม การเจาะหู โดยใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาด ส่วนการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การติดต่อจากแม่ไปสู่ลูก และการติดต่อในครอบครัวพบได้น้อยมาก

*ไวรัสตับอักเสบ ซี มีอยู่ 6 สายพันธุ์ (genotypes) ด้วยกัน ซึ่งในแต่ละสายพันธุ์จะมีผลต่อการตอบสนองการรักษา และระยะเวลาการรักษาที่แตกต่างกันไป

*ในประเทศไทยนั้นพบว่า สายพันธุ์ 3a พบได้บ่อยที่สุดถึงร้อยละ 39 ตามด้วยสายพันธุ์ 1b และสายพันธุ์ 6 โดยทั่วไปแล้ว สายพันธุ์ 2 หรือ 3 จะรักษาได้ง่ายกว่า ได้ผลตอบสนองอยู่ที่ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ โดยเข้ารับการรักษาเพียง 6 เดือน ขณะที่สายพันธุ์ 1 หรือ 6 จะรักษาได้ยากและใช้เวลานานกว่าราว 1 ปี ได้ผลประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มนี้มักเกิดปัญหาในการที่เชื้อกลับมาใหม่หลังหยุดการรักษา

*แนวทางในการรักษา ไวรัสตับอักเสบ ซี มีจุดประสงค์เพื่อลดการอักเสบของตับ และหวังว่าจะกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี ไปจากร่างกายอย่างถาวร รวมทั้งหวัง ว่าจะไม่ให้มีการพัฒนาต่อเป็นตับแข็งหรือมะเร็ง ควรรักษาแต่เนิ่นๆ ก่อนมีภาวะตับแข็ง เนื่องจากมี ผลข้างเคียงมากกว่า และภาวะตับแข็งอาจดำเนินต่อไปได้ ถึงแม้ไวรัสตับอักเสบ ซี จะถูกกำจัดไปจากร่างกายแล้วก็ตาม ในส่วนของ ไวรัสตับอักเสบ บี นั้น การรักษาทำได้แต่การกำจัดเชื้อนั้นทำได้ยาก จึงรักษาได้ด้วยการกดไม่ให้เชื้อกำเริบเพื่อลดการอักเสบของตับ

*แต่เรื่องที่น่ายินดี คือ ไวรัสตับอักเสบ บี ป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน ซึ่งสามารถป้องกันได้ร้อยละ 90 ในประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนตั้งแต่แรกเกิด จำนวน 3 เข็ม ซึ่งทำให้ลดอัตราการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ลงมาจาก 6 เปอร์เซ็นต์ เป็น 1.5 เปอร์เซ็นต์ ในเด็กอายุน้อยกว่า 20 ปี ซึ่งหวังว่า ปัญหาโรคดังกล่าวจะลดลงในอนาคต ในขณะที่ไวรัสตับอักเสบ ซี ยังไม่มีการป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน เหมือนไวรัสตับอักเสบ เอ หรือ บี

*ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ เช่น การสัมผัสเลือดของผู้อื่น หรือการได้รับเลือดของผู้อื่นโดยไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น อาทิ มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ และผู้ป่วยที่มีประวัติติดยาเสพติด

*รวมทั้ง ไม่ควรใช้เข็มฉีดยาที่สกปรก หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงการเที่ยวสำส่อน ทางเพศ และสำหรับผู้ที่เคยมีประวัติการได้รับเลือดนานกว่า 10 ปี ควรได้พบแพทย์เพื่อปรึกษาและตรวจหาไวรัสตับอักเสบ ซี ต่อไป

*สำหรับสามี-ภรรยาสามารถอยู่ร่วมกันได้ตามปกติ รวมทั้งผู้ป่วยหญิงก็สามารถมีบุตรและให้นมบุตรได้ตามปกติ เนื่องจากการติดต่อด้วยวิธีนี้พบได้น้อยสำหรับไวรัสตับอักเสบ ซี

*รู้อย่างนี้แล้ว...อย่าชะล่าใจ ไวรัสตับอักเสบ...เป็นภัยเงียบ...ที่ไม่ควรมองข้าม

*การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ แนะนำให้ฉีดในคนที่อายุต่ำกว่า 30 ปี โดยเฉพาะในเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี ในประเทศที่มีอุบัติการณ์ของโรคนี้มาก พบว่าคนไทยที่อายุเกิน 30 ปี มักมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบ เอ แล้ว

*ยังไม่แนะนำให้ฉีดในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี และแนะนำให้ฉีดวัคซีนกับบุคคลที่เสี่ยงต่อการนำโรคไปติดต่อผู้อื่น เช่น บุคลากรในสถานที่เลี้ยงเด็ก ผู้ปรุงอาหาร ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง

*นอกจากนี้ อาจแนะนำให้ฉีดในกรณี พบพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคชัดเจน โดยฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน จะให้ผลมีภูมิคุ้มกันได้ 94-99 เปอร์เซ็นต์ และมีภูมิคุ้มกันได้นาน 10 ปี

*การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ บี ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยเข็มที่ 1 และเข็ม ที่ 2 ห่างกัน 1-2 เดือน ส่วนเข็มที่ 2 และเข็มที่ 3 ห่างกัน 4-5 เดือน ควรฉีดวัคซีนให้ครบ ทั้ง 3 เข็ม ถึงแม้ว่าจะลืมหรือจำไม่ได้ให้ถือว่ายังไม่ได้ฉีด สามารถฉีดวัคซีนได้โดยเริ่มต้นใหม่ หรือ จะทำการตรวจเลือดดูภูมิต้านทานก่อนได้

*แนะนำฉีดในเด็กแรกเกิด ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ผู้ที่ยังไม่เคยติดเชื้อไวรัส บี มาก่อน ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องสัมผัสเลือด ผู้ป่วยที่รับการฟอกล้างไต หรือปลูกถ่ายอวัยวะรวมทั้งผู้ป่วย โรคตับอักเสบเรื้อรังจากสาเหตุอื่นๆ


วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552

จะเลือกดื่มนมชนิดไหนดี


จะเลือกดื่มนมชนิดไหนดี

*นมเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่

*นม เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ และเป็นแหล่งของแร่ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส

*ซึ่งจำเป็นในการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง นอกจากนี้นมยังให้วิตามินบี 2 วิตามิน บี 12 รวมทั้งเป็นแหล่งไขมัน

*และให้พลังงานได้ นมจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสุขภาพของคนไทย จะเห็นได้จากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งให้เพิ่มการผลิต และบริโภคนมมากขึ้น โดยเฉพาะในเด็กวัยเรียน หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ

*นมที่ใช้บริโภคในปัจจุบันของบ้านเรา ส่วนใหญ่มาจากน้ำนมโค โดยแบ่งผลิตภัณฑ์นมออกเป็น 4 ประเภท

*ผลิตภัณฑ์พาสเจอร์ไรซ์

*นมสดพาสเจอร์ไรซ์ นิยมบรรจุในขวดพาสติกขุ่น กล่องกระดาษหรือถุงพลาสติก โดยวางจำหน่ายในตู้เย็นหรือตู้แช่ ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้นมเสีย

*เนื่องจากกระบวนการผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ ใช้อุณหภูมิต่ำ ประมาณ 72 - 73 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15 วินาที เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคเท่านั้น

*แต่ไม่สามารถทำลาย เชื้อจุลลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสีย กระบวนการนี้จะใช้ความร้อนต่ำที่สุด เพื่อรักษากลิ่น และรสของน้ำนมสดไว้

*นมสดพาสเจอร์ไรซ์ในท้องตลาด บรรจุในภาชนะที่มีสี ซึ่งบอกความหมายที่แตกต่างกัน ดังนี้

*สีน้ำเงิน หรือสีแสด หมายถึง น้ำนมสดธรรมดา มีไขมันต่ำ ร้อยละ 3.3 ขึ้นไป

*สีฟ้า หมายถึง น้ำนมสดพร่องมันเนย มีไขมันประมาณ ร้อยละ 1 – 2

*สีขาว หมายถึง น้ำนมสดขาดมันเนย มีไขมันน้อยมาก ต่ำกว่าร้อยละ 0.1

*สีทอง หมายถึง น้ำนมสด มีไขมันถึงประมาณ ร้อยละ 4

*สำหรับเด็กและวัยรุ่น ควรบริโภคชนิดสีน้ำเงิน หรือสีแสด

*ส่วนผู้ที่มีอายุเกิน 35 ปี หรือผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือไขมันในเลือด ควรบริโภคชนิดสีฟ้า หรือสีขาว

*นอกจากนี้ ยังมีนมสดชนิดปรุงแต่งรสชาติ ซึ่งมีสัญลักษณ์ ดังนี้

*สีเขียว คือ นมสดรสหวาน

*สีน้ำตาล คือ นมสดรสช็อคโกแลต

*สีชมพู คือ นมสดรสสตรอเบอรี่

*นมประเภทนี้ จะมีส่วนผสมของนมสดประมาณร้อยละ 95 ที่เหลือคือ น้ำตาล, กลิ่น และสี

*นอกจากนี้กฎหมายยังไม่กำหนดปริมาณไขมัน ผู้ผลิตนิยมเติมไขมันในปริมาณเพียงร้อยละ 2

*นมชนิดนี้ นิยมใช้ในโครงการอาหารเสริมของกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอื่นๆ ซึ่งมักมีข้อด้อยกว่านมจืด คือ ราคาแพงกว่า มีพลังงานจากไขมันต่ำกว่า มีน้ำตาลสูงกว่า และมีมาตรฐานของโปรตีนต่ำกว่าเล็กน้อย

*ผลิตภัณฑ์สเตอร์ไรซ์

*นมสดสเตอร์ไรซ์ มักบรรจุในกระป๋องโลหะปิดสนิท กระบวนการผลิตใช้ความร้อนสูง 110 - 116 องศาเซลเซียส เวลา 30 นาที เพื่อทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค และอาหารเน่าเสียในอุณหภูมิการเก็บรักษาปกติได้ (อุณหภูมิห้องปกติ เก็บได้ 1 - 2 ปี)

*ผลิตภัณฑ์นมสเตอร์ไรซ์ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

*นมสดพร้อมดื่ม คือ นมสดธรรมดาที่บรรจุกระป๋อง ซึ่งฉลากระบุว่าเป็นนมโค 100%

*นมข้นไม่หวาน คือ นมผงขาดมันเนยละลายน้ำในอัตราส่วนที่น้อยกว่าปริมาณน้ำที่มีในนมสดธรรมดาครึ่งหนึ่ง ถ้าเติมไขมันเนยลงไปเรียกว่า นมข้นคืนรูปไม่หวาน ถ้าเติมน้ำมันปาล์มลงไป เรียกว่า นมข้นแปลงไขมัน ชนิดไม่หวาน

*นมข้นไม่หวาน เมื่อนำมาบริโภคในรูปของน้ำนมสด ต้องเติมน้ำลงไปในอัตราส่วน 1:1 จะมีคุณค่าในแง่โปรตีน และพลังงานใกล้เคียงกับน้ำนมสดธรรมดา แต่ชนิดที่ใช้น้ำมันปาล์มมีปริมาณกรดไขมันจำเป็น และวิตามินบางชนิดต่ำกว่า จึงไม่สมควรใช้เลี้ยงทารก หรือเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี

*นมข้นหวาน มีขั้นตอนการผลิตเริ่มต้นคล้ายนมข้นไม่หวาน คือต้องมีการระเหยน้ำออก หรือละลายนมผงขาดมันเนย ผสมกับไขมันเนยหรือไขมันปาล์มตามอัตราส่วนดังกล่าว แล้วจึงเติมน้ำตาลลงไปประมาณร้อยละ 45

*จะเห็นว่านมข้นหวานมีน้ำตาลในปริมาณสูงมาก จึงต้องมีการผสมน้ำในปริมาณมากก่อนบริโภค ทำให้คุณค่าทางโภชนาการโดยเฉพาะโปรตีนจากนมจะต่ำกว่า น้ำนมสดมาก นมข้นหวาน จึงไม่เหมาะสำหรับเลี้ยงทารก หรือใช้เพื่อประโยชน์ในการเสริมคุณค่าอาหารเช่นเดียวกับน้ำนมสดธรรมดา

*ผลิตภัณฑ์ยูเอชที

*น้ำนมสดที่บรรจุในกล่องยูเอชที คือ น้ำนมสดที่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนที่สูงมากแต่ใช้เวลาสั้นมาก (130 - 135 องศาเซลเซียส เวลา 1 - 3 วินาที) จึงทำให้น้ำนมยังมีกลิ่นและรสที่ดี ไม่มีกลิ่นเป็นนมต้ม (ไหม้) เหมือนนมสดสเตอร์ไรซ์

*นมสดที่บรรจุในกล่องยูเอชที มีอายุการเก็บในสภาพอุณหภูมิปกติได้นาน 6 เดือน สีของกล่องนมมีความหมายเหมือนกับสีที่แสดงอยู่บนขวดหรือกล่อง

*นมพาสเจอร์ไรซ์ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีบรรจุในขวดพลาสติก ซึ่งสามารถเก็บที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนด้วย

*ผลิตภัณฑ์นมผง

*การผลิตนมผง เป็นกระบวนการถนอมรักษานมสด โดยการทำให้เป็นผงแห้ง การแปรรูปเป็นผงโดยการระเหยน้ำส่วนใหญ่ออกจากน้ำนมสด ทำให้ผลิตภัณฑ์แห้งเป็นผง มีน้ำหนักเบา ประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและเก็บได้นาน

*การเลือกซื้อต้องกระทำความความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปเลี้ยงเด็ก นมผงที่เหมาะสำหรับเด็ก คือ นมผงที่ผลิตจากน้ำนมสดธรรมดาที่เรียกว่า นมผงธรรมดาชนิดละลายได้ทันที

*ส่วนนมผงที่ผลิตจากน้ำนมขาดมันเนยผสมกับน้ำมันพืช ที่เรียกว่า นมผงแปลงไขมัน ควรใช้เลี้ยงเด็กอายุตั้งแต่ 2 ปี ขึ้นไป

*ส่วนนมผงชนิดพร่องมันเนยและขาดมันเนยไม่เหมาะใช้เลี้ยงเด็ก แต่เหมาะสำหรับ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนักมากหรือไขมันในเลือดสูง

*ถ้าจำเป็นต้องใช้นมผงชนิดพร่องมันเนยหรือขาดมันเนยเพื่อเลี้ยงเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป ควรเติมน้ำมันพืชลงไปในปริมาณร้อยละ 3 - 3.5 หลังจากชงนมเสร็จแล้ว

*นมผงบรรจุกระป๋องที่ยังไม่ได้เปิดฝา สามารถเก็บไว้ได้นานประมาณ 2 ปี อย่างไรก็ตาม หลังจากเปิดกระป๋องแล้ว ควรเก็บไว้ในที่แห้งและอุณหภูมิไม่สูงมาก หลังจากเปิดใช้แล้ว อายุการเก็บจะสั้นมากไม่ควรเกิน 15 วัน - 1 เดือน

*การดัดแปลง / เสริมสารอาหารในนม

*ผลิตภัณฑ์นมที่จำหน่ายในท้องตลาด ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด มักมีการดัดแปลง หรือเสริมสารอาหารเพื่อให้เกิดความหลากหลาย และประโยชน์ทางการตลาด อย่างไรก็ตามผู้บริโภคก็อาจได้รับประโยชน์เหล่านั้นถ้ารู้จักเลือกชนิดที่เหมาะสม

*การเสริมสารอาหารที่พบบ่อยที่สุดได้แก่ การเสริมธาตุแคลเซียม ซึ่งนมพร้อมดื่ม ขนาด 250 มล. ให้แคลเซียมประมาณ 230 - 250 มก. (ร้อยละ 30 ของความต้องการของร่างกายใน 1 วัน) นมที่เสริมแคลเซียมมักให้แคลเซียมเป็นร้อยละ 50 (กฎหมายอนุญาตให้เสริมได้ไม่เกินนี้)

*นอกจากนี้ ยังมีการเสริมวิตามิน และเกลือแร่บางชนิดในปริมาณที่แตกต่างกัน

*ผลิตภัณฑ์นมบางยี่ห้อยังมีการแยกน้ำตาลแลกโตสที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียในผู้บริโภคที่ไม่สามารถย่อยน้ำตาลชนิดนี้ได้ จึงเหมาะสำหรับผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าว เพราะช่วยให้สามารถบริโภคนมได้ตามปกติ

*นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์นมที่มีการเสริมสารพรีไบโอติค (prebiotics) ซึ่งระบุบนฉลากว่า prebio สารชนิดนี้ เป็นคาร์โบโฮเดรต ประเภทหนึ่ง ที่เรียกว่า ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรซ์ ซึ่งพบในพืชบางชนิด และในน้ำนมแม่ สารชนิดนี้เชื่อกันว่าเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งอยู่ในลำไส้ของมนุษย์

*ดื่มผลิตภัณฑ์นมประเภทใดคุ้มค่าที่สุด

*การพิจารณาว่าจะเลือกดื่มนมชนิดไหน ขอให้ดูปัจจัยต่างๆ ประกอบกัน นมเป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม และฟอสฟอรัสที่ดี การดื่มนมจึงมุ่งให้ได้สารอาหารดังกล่าว เป็นสำคัญ สำหรับเด็กไขมันในนมก็สำคัญด้วยเพราะเป็นแหล่งพลังงาน ดังนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันด้วย

*นมพาสเจอร์ไรซ์ นมสเตอร์ไรซ์ นมกล่องยูเอชที นมข้นไม่หวาน และนมผง หากมีการใช้ถูกต้อง จะให้สารอาหารหลักที่กล่าวมาแล้ว ไม่แตกต่างกัน จึงขอให้เลือกตามกำลังทรัพย์ และความสะดวกที่มีอยู่

*ถ้ามีปัญหาเรื่องน้ำตาลแลกโตส อาจต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อนมชนิดที่ไม่มีแลกโตส แต่ถ้าอยากได้วิตามิน และสารที่ใช้เสริมเพิ่มเติม ก็ต้องเลือกชนิดที่ผู้ผลิตเติมเข้าไป ซึ่งราคาก็แพงขึ้นไปอีก

*แต่ผู้บริโภคไม่ต้องกังวลถ้าไม่ได้ดื่มผลิตภัณฑ์นมชนิดนั้นๆ เพราะว่านมไม่ได้ให้สารอาหารทุกชนิดที่ร่างกายต้องการ เราจำเป็นต้องกินอาหารอื่นๆ ให้หลากหลายด้วย

*ส่วนผู้ที่ดื่มนมไม่ได้ หรือไม่ชอบดื่มนม หรือดื่มนมแล้วไม่สบายท้อง อาจกินอาหารอื่นแทนเพื่อให้ได้แคลเซียม เช่น ปลาตัวเล็กทอดกรอบ ปลากระป๋อง ผักใบเขียวเข้ม หรือเต้าหู้แข็ง เป็นต้น