สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับทุกๆท่าน Welcome to...



วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงสวยน้อยลง


สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงสวยน้อยลง

วันนี้มีเรื่องนี้มาฝาก...ทราบหรือไม่ว่า สิ่งไหนที่ทำให้ผู้หญิงสวยน้อยลง

1. สูบบุหรี่
นอกจากจะทำให้เกิดริ้วรอยยับย่นบริเวณรอบปาก บุหรี่ยังไปขัดขวางการไหลเวียนของเส้นเลือด ทำให้ปริมาณออกซิเจนผ่านไปยังเซลล์ผิวได้ไม่เพียงพอ ผิวจึงหมองคล้ำ ถ้าไม่สามารถสูบบุหรี่ให้น้อยลงได้ ควรบำรุงผิวด้วยการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำ

2. มลภาวะ
สิ่งแวดล้อมเป็นพิษที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น จึงควรตื่นเช้าไปออกกำลังกายที่สวนสาธารณะหรือเข้ายิม เพื่อเพิ่มพลังให้ร่างกายต้านอนุมูลอิสระ แล้วทาครีมที่มีสารแอนติออกซิแดนท์ เพื่อเป็นการปกป้องผิวปิดท้าย

3. อากาศแห้ง
ผิวหนังจะสูญเสียน้ำ ความชื้น และแห้งแตกราวกับเป็นเพื่อนรักกับจระเข้ ทางที่ดีหมั่นทาครีมบำรุงผิว และหาสเปรย์น้ำแร่มาฉีดเติมน้ำให้ผิวบ้าง

4. การเพิ่ม/ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว
ผิวก็เหมือนอีลาสติก ยืดๆ หดๆ บ่อยเข้าก็เหี่ยวและเสียความยืดหยุ่นเป็นธรรมดา พยายามควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ไม่ควรลดน้ำหนักด้วยการทานยา เพราะผลจากโยโย่เอฟเฟ็คท์จะทำให้น้ำหนักพุ่งพรวด ผิวแตกลาย และเกิดเซลลูไลท์

5. การถูหรือขัดที่ผิวหน้าแรงๆ
ต้องห้าม จำไว้ว่าการแต่งหน้า หรือบำรุงผิว ต้องทำอย่างเบามือ และอ่อนโยนที่สุด ลงทุนใช้แปรงปัดแก้มที่ทำจากขนสัตว์ ฟองน้ำเนื้อดี เพื่อป้องกันรอยยับย่น

6. สะอาดเกินไป
สาวอนามัย ทั้งล้าง ทั้งขัดใบหน้าจนขึ้นเงา การเสียดสีผิวมากเท่าไร ผิวก็ยิ่งหยาบกร้านได้มากเท่านั้น แถมมีโอกาสแพ้หรือระคายเคืองได้ง่าย

7. แอลกอฮอล์
หลังจากร่างกายเสพแอลกอฮอล์เข้าไป จะส่งผลให้ผิวแห้งจากภายในมาสู่ภายนอก ตับทรุด และทำลายวิตามินบีในร่างกาย

8. ยา
ยาบางชนิดมีผลข้างเคียง ทำให้ผิวแห้ง หรือไปกระตุ้นฮอร์โมนทำให้ผิวมันกว่าปกติ ดังนั้นจึงควรถามเภสัชกรทุกครั้งว่า ยาที่รับประทานมีผลอะไรต่อร่างกายอีกบ้าง

9. ท้องผูก
อาการท้องผูกยังทำให้สารพิษต่าง ๆ สะสมไว้ในร่างกายและผิวพรรณ ดังนั้น ควรดื่มน้ำให้มาก ๆ รับประทานผัก ผลไม้ อยู่เสมอ

10. แสงแดด
เป็นตัวการทำลายผิวอยู่เป็นประจำ ด้วยยูวีเอ จะเข้าไปทำให้เกิดริ้วรอย ส่วนยูวีบี จะส่งผลให้เกิดการไหม้ แสบ ร้อน

ผู้หญิงคนไหนที่อยากสวย ก็อย่าลืมหลีกเลี่ยงสิ่งที่แนะนำให้มากที่สุด เพื่อความสวยที่ยาวนาน
*
*

ชีวามาลา - จั่นทิพย์ สุถินบุตร


ลมโชยโบกมาหอมกลิ่นมาลาน่าชื่นใจ
ลมโบกโกรกไหวไกวแกว่ง
หลายพันธุ์มากมีแย้มบานงามดีสีนวลแซม
สอดแกมสีแดงแซมม่วง

มาลีดอกใดสวยสดชื่นใจได้ชื่นชม
เคยเก็บเสียบผมจนร่วง
ฉันชมว่างามเดี๋ยวเดียวพลันทรามช้ำโรยร่วง
ดอกใบทั้งปวงโรยได้

คิดหวนครวญใคร่ทั่วไปหาใดแน่
กลับกลายเปลี่ยนแปรทุกวันไป
ดอกไม้ยังโรยเหี่ยวโหยโรยไป
เราทิ้งทันใดหล่นอยู่ในกลางดิน

คนเราเกิดมาแม้นเปรียบมาลาก็เช่นกัน
มีแต่แปรผันกลายสิ้น
นิจจาเปลี่ยนแปรเดี๋ยวเจ็บและแก่ผันแปรอาจิณ
ร่างกายฝังดินสิ้นเอย

คิดหวนครวญใคร่ทั่วไปหาใดแน่
กลับกลายเปลี่ยนแปรทุกวันไป
ดอกไม้ยังโรยเหี่ยวโหยโรยไป
เราทิ้งทันใดหล่นอยู่ในกลางดิน

คนเราเกิดมาแม้นเปรียบมาลาก็เช่นกัน
มีแต่แปรผันกลายสิ้น
นิจจาเปลี่ยนแปรเดี๋ยวเจ็บและแก่ผันแปรอาจิณ
ร่างกายฝังดินสิ้นเอย

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

อย่ามัวแต่จับหน้าอก...


อย่ามัวแต่จับหน้าอก...

นอกจากการคลำหน้าอกหามะเร็งเต้านมแล้ว ยังมีอีกหลายจุดในร่างกาย ที่เราสามารถตรวจโรคต่างๆ นานาด้วยตัวเอง

*ลิ้น ให้แลบลิ้นมาจนสุด ถ้ามีจุดสีขาว สีเหลือง หรือสีส้ม กระจายอยู่ทั่วลิ้น นั่นแปลว่าคุณอาจมีกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไปแล้ว และอาจกำลังจะเป็นกรดไหลย้อน ทีนี้มื้อต่อๆ ไปก็แค่กินรสเผ็ดให้น้อยลงหน่อย หรือไม่ก็ลองกินยาลดกรดแต่ปรึกษาหมดก่อนก็ดีนะ

*รักแร้ เมื่อไหร่ที่ผิวน้องจั๊กกะแร้เริ่มสากและดำขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ เป็นไปได้ว่าคุณมีฮอร์โมนอินซูลินในเลือดมากเกินไป และนั่นคืออาการของโรคเบาหวาน ให้รีบไปตรวจเลือดดู จะได้รู้ว่าตกลงเราเป็นเบาหวานหรือใช้โรลออนมากไป

*หนังศีรษะ ถ้าคุณไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์แต่งผมเลย แต่ก็ยังเจอผมร่วงเยอะ จนผมเริ่มบางผิดปกตินั่นอาจเป็นผลของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ รีบไปปรึกษาหมอ เพื่อวัดระดับการทำงานของต่อมไทรอยด์ ถ้ามีอะไรผิดปกติจะได้รีบรักษา

*ขนหน้าท้อง ถ้าจู่ๆ ขนอ่อนๆ ที่ท้องน้อยที่เคยบางๆ พอเซ็กซี่ กลับเส้นหนา หรือ ดกขึ้น นี่คือสัญญาณหนึ่งของโรค Polycystic Ovarian Syndrome (PCOS) หรือ การมีถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ ทำให้ระดับฮอร์โมนเพศชายสูงขึ้นขนเลยดกและหนาขึ้นนั้นเอง รีบไปหาหมอสูตินารีแพทย์ของคุณ

*ตา ไม่ได้อดนอนแต่ใต้ตาดำปิ๊ดเป็นหมีแพนด้า คุณอาจจะกำลังเป็นภูมิแพ้อยู่ก็ได้ เพราะเวลาร่างกายเราเปิดรับสารที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ จะเกิดปฏิกิริยาปล่อยฮิสตามีน และที่อาการปรากฏให้เห็นได้ชัดก็คือ เกิดเป็นรอยคล้ำๆ ในบริเวณที่ผิวบางที่สุด ก็คือผิวใต้ดวงตา

ตามไปดู...บทความที่เกี่ยวข้อง
มะเร็งเต้านม และคลิปวิธีตรวจเต้านมด้วยตัวเอง
*
*

เช็ค! ชุดชั้นในด่วน ต้นเหตุปวดคอ หลัง ไหล่


เช็ค! ชุดชั้นในด่วน ต้นเหตุปวดคอ หลัง ไหล่

ผู้หญิงคนไหนมีอาการปวดหลัง ไหล่ ต้นคอ โดยไม่รู้สาเหตุลองมาสำรวจการใส่ชุดชั้นในกันดูว่าใส่ไม่เหมาะสมกับสรีระหรือไม่!!

ชุดชั้นในเป็นอีกชุดหนึ่งที่ส่งให้รูปร่างผู้หญิงสวยงามได้ แต่การใส่ชุดชั้นในจะส่งผลเสียต่อสุขภาพทันที ถ้าชุดนั้นไม่เหมาะสมกับสรีระ

"ชุดชั้นในที่ดีเวลาใส่แล้วต้องห่อหุ้มเต้านมทั้งหมด ใส่แล้วไม่มีเนื้อออกมาและไม่เห็นร่องหน้าอก ไม่คับและไม่หลวมเกินไป เพราะถ้าใส่คับเกินไปจะทำให้ปวดไหล่ ปวดหลัง และอาจลามไปถึงปวดต้นคอได้ บางรายหนักถึงขั้นเป็นไมเกรน นอกจากนี้ยังอาจทำให้เป็นโรคเชื้อราตามมา มีอาการคัน เพราะอากาศถ่ายเทไม่สะดวก"

เพื่อสุขภาพหน้าอกหน้าใจที่ดี การเลือกชุดชั้นในให้ยึดหลัก "3 ถูก" คือ
1.ถูกขนาด
2.ถูกกาลเทศะ
3.ถูกสุขภาพ
*
*

บริหารคอ เพิ่มพลัง บรรเทาปวด


บริหารคอ เพิ่มพลัง บรรเทาปวด

อาการปวดเมื่อยบริเวณคอ มักจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายๆคน โดยอาการดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากการทำงาน เช่น นั่งหลังค่อมหดลำคอจ้องจอคอมพิวเตอร์ ก้มหน้าอ่านหนังสือเป็นเวลานาน หรือการเอียงคอเพื่อให้ศีรษะหนีบโทรศัพท์แทนการถือด้วยมือ

พฤติกรรมดังกล่าว หากทำบ่อยๆ จะส่งเสียต่อกล้ามเนื้อบริเวณคอ และเกิดอาการปวดเมื่อย คุณผู้อ่านจึงควร ลด ละ เลิก พฤติกรรมดังกล่าว และหันมาบริหารคอ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณคอ ตามคำแนะนำต่อไปนี้...

ยืดเหยียดคอ

ท่าที่ 1 ตั้งคอตรง และเอียงคอลงไปทางซ้ายสลับขวา


ท่าที่ 2 หันคอไปทางด้านซ้ายสลับขวา


ท่าที่ 3 ตั้งคอตรง เงยหน้าเอียงคอไปข้างหลัง กลับมาตั้งคอตรง และก้มหน้า เอียงศีรษะลงพื้น

เสริมความแข็งแรงของคอ

ท่าที่ 4 ตั้งคอตรง ใช้ฝ่ามือข้างใดข้างใดข้างหนึ่ง วางที่หน้าผาก ก้มศีรษะไปด้านหน้า โดยให้ฝ่ามือดังกล่าวเป็นตัวต้าน เสริมความแข็งแรงให้คอด้านหน้า

ท่าที่ 5 เสริมความแข็งแรงของคอด้านหลัง ด้วยการประสานมือทั้งสองข้างไว้ที่ด้านหลังศีรษะ เงยหน้ากดศีรษะไปด้านหลัง ให้มือทั้งสองออกแรงต้าน


ท่าที่ 6 ตั้งคอตรง วางฝ่ามือเหนือใบหู เอนคอไปด้านข้าง ให้ฝ่ามือช่วยต้าน แล้วสลับทำอีกด้าน เพื่อเสริมความแข็งแรงคอด้านข้าง


ท่าที่ 7 เสริมความแข็งแรงให้กับคอด้านข้างในลักษณะหัน ด้วยการวางฝ่ามือที่แก้มใกล้ใบหู ออกแรงหันหน้าต้านฝ่ามือ ทำสลับอีกด้าน

ข้อควรรู้...การบริหารคอในท่าต่างๆ ข้างต้น ควรทำค้างแต่ละท่าราว 20 วินาที และไม่บริหารคอด้วยความรุนแรง เพราะอาจเกิดอาการบาดเจ็บได้
*
*

เสริมสวยให้น้อง...


เสริมสวยให้น้อง...

กําลังอินเทรนด์อยู่ยามนี้ สําหรับแฟชั่นพิลึก

เจาะน้อง หรือเจาะเพื่อประดับตกแต่งสิ่งแปลกปลอมทั้งหลายให้กับอวัยวะพึงสงวน หลายคนอยากรู้ว่าที่มา ที่ไป และวัตถุประสงค์ในการทําคืออะไร มามะจะเฉลยให้ฟัง โดยได้รับการเอื้อเฟื้อข้อมูลจาก พญ.ชัญวลี ศรีสุโข สูตินรีแพทย์ชื่อดัง

*เจาะ หมายถึง เจาะใส่ตุ้ม ใส่ห่วง บริเวณแคมเล็ก แคมใหญ่ หรือบางคนเจาะที่ตัวช่องคลอด

ข้อเสีย…มีปัญหาตั้งแต่การเจาะซึ่งมักเจาะกันเอง หรือมีร้านรับทําให้ จึงอาจไม่สะอาด มีโอกาสติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เชื้อไวรัสเอดส์ หรือเชื้อโรคชนิดต่างๆ อาจเกิดฝี เกิดการอักเสบลุกลามเข้าไปในช่องคลอด ปากมดลูก โพรงมดลูก ปีกมดลูก อุ้งเชิงกราน

รักษาหายก็อาจทําให้มีบุตรยาก ปวดมดลูก ปวดประจําเดือน ปวดท้องเรื้อรังตามมา รักษาไม่หายก็ต้องตัดมดลูกทิ้ง นอกจากนั้นการมีเพศสัมพันธ์ก็มักจะเจ็บปวด เพราะมีของแปลกปลอมอยู่ อาจเกิดการบาดเจ็บ ตามมาด้วยการอักเสบติดเชื้อซ้ำๆ

*ตัด หมายถึง ตัดขลิบแล้วเย็บ นิยมทําส่วนของแคมเล็ก โดยตัดให้เล็กลง หรือตัดให้แคมเล็กสองข้างเล็กเท่าๆ กัน ข้อดีคือ เป็นไปตามความเชื่อว่าแคมเล็กยิ่งเล็กหมายถึงเป็นสาวพรหมจรรย์ ส่วนข้อเสีย นอกจากเสี่ยงแพ้ยาชา ยาสลบ มีปัญหาอักเสบติดเชื้อจากการผ่าตัด เสียเงินเสียทองทั้งตอนผ่าตัดครั้งแรกและการผ่าตัดแก้ไขแล้ว

ยังมีความเชื่อว่าแคมเล็กยิ่งเล็กยิ่งดีไม่เป็นความจริง ขนาดของแคมเล็กนั้นเป็นไปตามเผ่าพันธุ์ุ และส่วนมากสองข้างจะไม่เท่ากันเหมือนอวัยวะอื่นๆ ของคนเรา เช่นมือเท้าตาหูสองข้างจะไม่เท่ากันทีเดียว แคมเล็กมีเส้นประสาทมาเลี้ยงมาก การตัดออกทําให้ความรู้สึกดีๆ ในการมีเพศสัมพันธ์ลดลง นอกจากนั้นหากมีแผลเป็นจากการผ่าตัด ก็อาจทําให้การมีเพศสัมพันธ์เจ็บปวดได้

*ซ่อม หมายถึงซ่อมทําสาวที่ช่องคลอด ตัดเนื้อส่วนเกินออกและเย็บช่องคลอดใหม่ ข้อดี...หากช่องคลอดหลวมมาก การซ่อมที่ว่าทําให้หายหลวมอย่างรวดเร็วที่สุด ข้อเสีย…เสี่ยงแพ้ยาชายาสลบ เสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อของแผล ซ่อมเสร็จแล้วอาจไม่เป็นไปตามความต้องการคือกลายเป็นเล็กไปใหญ่ไป เสียเงินทั้งซ่อมครั้งแรกและแก้ไขครั้งต่อๆไป

นอกจากนี้ยังมีปัญหาความเครียดจากการเสียตังค์เจ็บตัวแล้วไม่สมหวัง บางคนผิดหวังมากเพราะคิดว่าซ่อมแล้วจะเรียกสามีกลับบ้านได้ สามีกลับหายไปลับ หลังซ่อมแม้แผลหายดีแล้ว อาจเจ็บปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ยิ่งน้ำหล่อลื่นน้อยหรือสูงอายุ ซ่อมไปอาจมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้เลย ทางเลือกคือ เปลี่ยนจากซ่อมมาขมิบ แนะนําให้ขมิบอย่างน้อยวันละ 100 ครั้ง โดยทั่วไปสามเดือนจะเห็นผล

*เสริม เป็นการตกแต่งจิ๋มที่กําลังมาแรงแซงโค้ง คือฉีดซิลิโคนเสริมเข้าไปทั้งเสริมโหนก เสริมในช่องคลอดส่วนที่เสริมในช่องคลอดอ้างว่าขยายจุดจี ให้มีความสุขทางเพศมากขึ้น ข้อดี...ใหญ่บริเวณที่ฉีดทันที ข้อเสีย…เสียเงิน เกิดปัญหาเหมือนการเจาะทุกประการ การที่ว่าเพื่อขยายจุดจีนั้นเป็นความเชื่อแต่ไม่เป็นความจริง เพราะจุดจีของคุณผู้หญิงบางคนก็ไม่มี ของบางคนก็ไม่แน่ว่าอยู่ตรงไหน

สรุป…เสริมสวยจิ๋มนี้แพทย์ไม่แนะนํา เพราะเสียเงิน เจ็บตัว อันตราย อีกทั้งผลเสียมีมากกว่าผลดีมากๆ นอกจากนั้นยังมีคําแนะนําว่า หากมีคนคิดเสริมสวยจิ๋ม ทางที่ดีควรค้นหาปัญหาทางจิตใจ เพราะบางคนที่คิดอยากทําเพราะมีความทุกข์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หาทางออกไม่ได้ ซึมเศร้า ย้ำคิดย้ำทํา มีความคิดเบี่ยงเบนจากความจริง เก็บกดต้องการระบายออก ไม่มีอะไรจะทําฯลฯ มากกว่าอยากเสริมสวยจิ๋มจริงๆ
*
*

ทำอย่างไรไม่ให้เท้าป่วย


ทำอย่างไรไม่ให้เท้าป่วย

มาบำบัดรักษาเท้าของคุณด้วยการนวดกันเถอะ...

เราใช้เท้าทุกวี่ทุกวัน โดยเฉพาะสาวๆ บางคนก็สวมรองเท้าส้นสูงทรมานเท้าเข้าไปอีก หรือบางคนถูกรองเท้าบีบรัดจนเป็นแผลพุพอง ดังนั้น เราจึงควรถนอมเท้าคู่ชีวิตของเราให้ใช้งานได้นานๆ ดีกว่านะคะ

*เจล...ป้องกันเท้ามีปัญหา
เราสามารถหาเกราะป้องกันเท้าไม่ให้บาดเจ็บ เป็นแผลพุพอง หรือมีปัญหาเอ็นร้อนหวาย โดยการใช้แผ่นเจลพลาสเตอร์หรือแผ่นป้องกันหนังพุพองปิดตรงตำแหน่งที่โดนกดทับบ่อยๆ ก็จะป้องกันไม่ให้เท้าเป็นแผลพุพองได้

*แช่เท้าในน้ำอุ่นและน้ำเย็น
ศัลยแพทย์กระดูกชาวเยอรมัน ดร.อันเดรอาสคาร์ล จากเมืองเบอร์ลิน กล่าวว่าการแช่เท้าในน้ำอุ่นสลับกับน้ำเย็นเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยเท้า

ข้อดี…ช่วยให้เท้าและตลอดร่างกายได้รับการผ่อนคลาย นอกจากนี้มันยังช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีที่เท้าและขา เพราะการใช้ขาตลอดทั้งวันก็อาจทำให้ปวดเมื่อยขา ซึ่งเราสามารถบำบัดได้ด้วยตนเอง

*นวดเท้า
การนวดเท้าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะจุดผ่อนคลายที่เท้าจะได้รับการบริหาร ข้อแนะนำก็คือ ควรใช้อุปกรณ์ที่ทำจากไม้จะดีที่สุด เช่น ลูกขนเม่นหรือที่นวดเท้าตะปุ่มตะป่ำที่เราสามารถกลิ้งฝ่าเท้าไปมาได้

ข้อดี…เป็นการบริหารกล้ามเนื้อซึ่งจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีที่เท้าและขา นอกจากนี้ การยืดเหยียดนิ้วเท้าก็จะช่วยให้ผ่อนคลายได้ โดยใช้ฝ่ามือกดนิ้วเท้าทั้ง 5 พับลงสักครู่แล้วหงายนิ้วเท้าขึ้นโดยการกดเข้าหาหลังเท้าสลับกัน จากนั้นกางนิ้วเท้าออก ควรทำทุกวันเมื่อกลับถึงบ้าน

*เดินเท้าเปล่า
เราควรเดินเท้าเปล่าเท่าที่ทำได้ เพราะมันคือการบำบัดรักษาเท้าได้เป็นอย่างดี และเป็นวิธีที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งเราสามารถทำเองได้

ข้อดี…เป็นการบริหารกล้ามเนื้อ และเป็นการนวดฝ่าเท้า ซึ่งมันจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีและช่วยในการทรงตัว เราจึงควรฝึกเดินเท้าเปล่ากับพื้นชนิดต่างๆ เช่นทรายและก้อนกรวดกลมที่ไม่บาดเท้า โดยอาจจะตั้งกระบะไว้ที่บ้านและเดินย่ำไปมา

*เล็บ...ขาวขึ้น
บางคนมีเล็บเหลือง สีคล้ำ ลองใช้แปรงกับน้ำมะนาวขัดดูสิค่ะ

*ยิมนาสติกเท้า
เราควรบริหารเท้าสม่ำเสมอ เช่น ใช้นิ้วเท้าหนีบก้อนหินไปมาก็จะช่วยให้เท้ากระปรี้กระเปร่าขึ้น หรือใช้นิ้วเท้าหนีบเก็บผ้าเช็ดมือ สลับกันไปมาทั้งเท้าซ้ายและเท้าขวา
*
*

ดูแลจุดซ่อนเร้น ด้วย กระจกส่องจิ๋ม


ดูแลจุดซ่อนเร้น ด้วย กระจกส่องจิ๋ม

มะเร็งปากมดลูก…เป็นโรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย

มะเร็งปากมดลูก…เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงไทยเสียชีวิตเฉลี่ยสูงถึง 7 คนต่อวัน

แม้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้หากพบในระยะแรก แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หญิงไทยมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยโรคนี้ก็เป็นเพราะ “ความอาย” ของสาวๆ ที่จะไปตรวจภายในประจำปี

อย่าว่าแต่จะไปขึ้นขาหยั่งให้หมอตรวจ จะมีสาวไทยสักกี่คนที่เคยก้มลงสำรวจจุดเร้นลับในร่างกายของตัวเองด้วยวัฒนธรรมอันเสงี่ยมหงิมของไทยที่สอนกันมาแต่เล็กว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องน่าอาย หรือไม่ควรพูดถึง

มูลนิธิสร้างความเข้าเรื่องสุขภาพผู้หญิง จึงรณรงค์ให้สาวไทยหันมาเริ่มให้ความใส่ใจกับจุดเร้นลับของตัวเองเพื่อที่จะได้รู้เท่าทันเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นด้วย “กระจกส่องจิ๋ม”

กระจกส่องจิ๋ม เป็นยังไง...มีประโยชน์ยังไง...และมันแตกต่างกับกระจกที่ใช้ส่องหน้ายังไง เรื่องนี้เฉลยโดย ณัฐยา บุญภักดี ผู้ประสานงานมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.)

“กระจกบานนี้จะเป็นสัญลักษณ์ที่เอาไว้เตือนใจว่า เรามีกระจกหลายบานเอาไว้ดูหน้า ดังที่ผู้หญิงจะถูกบอกให้รักสวยรักงาม แต่อวัยวะเพศซึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกันกลับถูกละเลย ผู้หญิงกลับถูกสอนให้ไม่ไปยุ่ง ไม่ไปสัมผัส ดูแล เพราะเป็นของต่ำ ทำให้ผู้หญิงโตขึ้นมาโดยลึกๆ แล้วรังเกียจอวัยวะเพศตัวเอง”

ดังนั้นกระจกส่องจิ๋มจึงไม่ได้มีหน้าตาหรือลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากกระจกส่องหน้าทั่วไป ส่วนใครที่อยากได้กระจกบานนี้เอาไว้เตือนใจ ณัฐยาบอกว่าไม่ใช่ว่าจู่ๆ จะเอาไปเดินแจกเพราะคงไม่มีประโยชน์ แต่จะแจกพร้อมการทำเวิร์กชอป ที่ สคส.ได้เชิญชวนผู้หญิงมาพูดคุยทบทวนกันว่าแต่ละคนถูกบอกถูกสอนมาอย่างไรเกี่ยวกับอวัยวะเพศ และสร้างผลอย่างไรในปัจจุบันพร้อมทั้งทำความรู้จักอวัยวะเพศหญิงให้ลึกซึ้ง เอารูปทางการแพทย์มาดูกันเพื่อเป็นการทำความคุ้นเคย และลดความอายเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้

“ผู้เข้าร่วมหลายคนพูดเลยว่าเพราะถูกสอนมาจึงทำให้ไม่ไปยุ่งกับส่วนเร้นลับของร่างกาย มีผู้หญิงอายุ 50 ปีแล้ว บอกว่ายังไม่เคยก้มดูของตัวเองให้ชัดๆ เลย ยิ่งเรื่องไปตรวจเช็คสุขภาพมะเร็งปากมดลูก ยิ่งไม่ต้องพูดถึง”

การที่เราไม่เคยสำรวจจุดซ่อนเร้นของตัวเอง ทำให้เราขาดการเอาใจใส่ด้านความสะอาด ทำความสะอาดผิดวิธี ใช้น้ำยาที่ไม่มีความจำเป็น และตระหนกตกใจเวลามีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น เช่น ตกขาว และกลิ่นผิดปกติ ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เพราะเราไม่เคยสังเกตเท่านั้นเอง

ไม่ว่าจะกระจกส่องจิ๋ม หรือว่าการเวิร์กชอป จะทำให้เห็นความสำคัญของการดูแลเอาใจใส่ส่วนเร้นลับของตัวเองมากขึ้นและไม่อายเวลาที่ต้องไปตรวจภายใน หรือเมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็ไม่อายที่ต้องไปปรึกษาหมอ

เห็นได้จากทุกครั้งที่ทำเวิร์กชอปเสร็จ คนจะมีกำลังใจพากันไปตรวจมะเร็งปากมดลูก ซึ่งทำให้ณัฐยาปลื้มใจว่ากระบวนการรณรงค์ได้ผล ทำให้ผู้หญิงรู้จักร่างกายตัวเอง และมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องมากขึ้นนั่นเอง

7 ขั้นตอน ตรวจภายในด้วยตนเอง

การเช็คสุขภาพใกล้ตัว อย่างการตรวจภายใน มักเป็นสิ่งที่ถูกผัดวันประกันพรุ่งอยู่เสมอ เรามีวิธีง่ายๆ ในการตรวจภายในด้วยตัวเอง ก่อนจะเดินทางไปตรวจกับคุณหมอมาฝากกัน

1. ล้างมือให้สะอาดก่อนเริ่มตรวจ จากนั้นจัดท่าของตัวเองว่าจะนั่งหรือนอนอย่างไรให้เห็นอวัยวะเพศของตัวเองได้ดีที่สุด

2. หากระจกที่สามารถใช้ถือมา 1 บาน

3. ใช้มือข้างหนึ่งที่ถนัดแยกแคมใหญ่ออกจากกัน มองและคลำดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น ก้อน ตุ่มแข็ง ตุ่มน้ำ แผลรอยบวม หรือมีบริเวณที่สีเปลี่ยนไป

4. ใช้นิ้วแยกแคมเล็กออกจากกัน ตรวจหาความผิดปกติต่างๆ ตรวจดูที่บริเวณรูเปิดท่อปัสสาวะว่ามีอาการบวมแดงหรือมีแผลหรือไม่

5. ใช้นิ้วมือสองนิ้วสอดเข้าไปในช่องคลอด กดแยกหนังช่องคลอดออกจากกัน สังเกตตกขาว ถ้าเป็นสีขาวขุ่นเป็นมูกเหนียวหรือมูกใส มีกลิ่นคาวเล็กน้อย แสดงว่าปกติ แต่ถ้ามีลักษณะคล้ายคราบนมที่เด็กแหวะออกมา และมีอาการคันแสดงว่าอาจมีเชื้อราหรือเชื้อพยาธิในช่องคลอด ถึงเวลาที่ต้องไปพึ่งคุณหมอสูติฯ แล้ว

6. ใช้นิ้วมือคลำบริเวณส่วนล่างของแคมใหญ่ทั้งสอง โดยใช้นิ้วมือหนึ่งอยู่ในช่องคลอด และอีกนิ้วหนึ่งอยู่ที่ส่วนล่างของแคมใหญ่ ดูว่ามีก้อนคล้ายถุงน้ำบริเวณนั้นหรือเปล่า เพราะเป็นตำแหน่งของต่อมที่สร้างมูกออกมาช่วยหล่อลื่นในช่องคลอดซึ่งท่อที่ปล่อยมูกนี้เจอปัญหาอุดตันได้บ่อย ถ้าคลำได้เป็นก้อนนิ่มๆ ก็อย่าปล่อยทิ้งไว้นานจะทำให้อักเสบเป็นหนองได้

7. สุดท้ายตรวจบริเวณฝีเย็บและรูทวารว่ามีก้อนเนื้อที่เรียกว่า ริดสีดวงทวารหรือเปล่า ถ้ามีก็รีบปรึกษาหมอว่าจะมีวิธีรักษาอย่างไร ไม่อย่างนั้นจะลำบากเวลาขับถ่าย

หากตรวจแล้วพบสัญญาณไม่ดี อย่างรอยแดง อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคบางชนิด เช่นปากช่องคลอดอักเสบหรือมะเร็งปากช่องคลอด หรืออาการบวม อาจเกิดจากแมลงกัดต่อย หรือเป็นสัญญาณเตือนของโรคไต มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มีไฝหรือจุดสีคล้ำ ดำ ก็ควรหมั่นสังเกตว่าจุดเหล่านี้ เข้มขึ้นหรือใหญ่ขึ้นหรือเปล่า มีตุ่มน้ำ อาจเกิดจากเริมหรือผิวหนังอักเสบที่อวัยวะเพศได้ และสัญญาณสุดท้ายมีก้อนเนื้อ ซึ่งอาจเป็นเนื้องอก หรือเกิดจากการอักเสบ

แม้จะรู้ขั้นตอนต่างๆ แล้ว การไปพบคุณหมอสูติฯ เพื่อตรวจภายในปีละครั้ง ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้หญิงทุกคน อย่ามัวแต่อายเพราะกันไว้ก่อนก็ยังดีว่าตามรักษากันภายหลัง!

สำหรับผู้ที่สนใจ “กระจกส่องจิ๋ม” สามารถติดต่อขอรับได้ที่มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง โทร. 02-591-1224

ที่มาจาก : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.
*
*

รักแร้เนียนๆ เกลี้ยงเกลาไร้ขน


รักแร้เนียนๆ เกลี้ยงเกลาไร้ขน

การกำจัดขนรักแร้ในปัจจุบันมีให้เลือกหลายวิธีตามความชอบ ความสะดวก และงบประมาณ แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสียให้ชั่งใจก่อนทำ ดังต่อไปนี้

โกน
ข้อดี : ง่าย สะดวก กำจัดขนรวดเร็ว
ข้อเสีย : เนื่องจากรากขนยังอยู่ ขนจึงงอกเร็ว แข็งและเป็นตอ นอกจากนี้การโกนจะเกิดขูดบริเวณผิวหนังทำให้อักเสบและติดเชื้อขึ้น

ถอน
ข้อดี : กำจัดขนได้แบบถอนรากออกมาด้วย ทำให้ขนที่งอกใหม่ใช้เวลานานกว่าจะขึ้นอีกครั้ง
ข้อเสีย : ใช้ระยะเวลานานกว่าจะถอนออกหมดและทำให้เกิดตุ่ม ลักษณะเหมือนหนังไก่ เนื่องจากขนคุดได้

แวกซ์
ข้อดี : เหมาะกับคนที่มีขนยาว และหนา วิธีนี้รวดเร็วกว่าการถอน ขนที่ขึ้นใหม่จะนุ่มและงอกช้าประมาณ 6 สัปดาห์
ข้อเสีย : ค่อนข้างเจ็บ ทำให้เกิดตุ่มหรือการแสบแดงได้ และทำให้รูขุมขนใหญ่ขึ้น

เลเซอร์
ข้อดี : เป็นการทำลายรากขน ทำให้ขนไม่งอกขึ้นมาใหม่อีก
ข้อเสีย : ต้องทำซ้ำประมาณ 4-6 ครั้ง และเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด 15,000 บาทขึ้นไป

จี้ด้วยไฟฟ้า
ข้อดี : กำจัดขนได้ถาวรประมาณ 15-20เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนขนที่จี้ไฟฟ้าในแต่ละครั้ง
ข้อเสีย : อาจเกิดแผล รอยไหม้ หรือการระคายเคือง ต้องใช้เวลานาน และเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000-5,000 บาทต่อครั้ง

หลังกำจัดขนอาจใช้ผ้าชุบน้ำแข็งโปะเพื่อกระชับรูขุมขน และควรหลีกเลี่ยงการใช้ สารเคมี เช่น โลชั่น น้ำยาดับกลิ่นเหงื่อ ฯลฯ เพราะอาจทำให้เกิดการอุดตัน และอักเสบขึ้น
*
*

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กลิ่นตัวชาย...กลิ่นกายหญิง...


กลิ่นตัวชาย...กลิ่นกายหญิง...

เมื่อพูดเรื่องของกลิ่น ก็ต้องแยกกันครับระหว่างกลิ่นตัวกลิ่นกายที่หอมโดยธรรมชาติ กับกลิ่นตัวที่เกิดจากการหมักหมมไม่ยอมอาบน้ำเพราะค่าน้ำขึ้นราคา ในภาษาไทยเราก็ไม่มีคำเฉพาะที่สามารถบรรยายให้เข้าใจได้ชัดเจน แต่ในภาษาอังกฤษ กลิ่นตัวหอมๆ เราจะเรียกว่า "Scent" ส่วนกลิ่นตัวเหม็นๆ ก็จะเรียกว่า "Odor"

*กลิ่นธรรมชาติให้มา
กลิ่นตัวกลิ่นกายที่หอมโดยธรรมชาติ เป็นกลิ่นหอมที่ติดตัวมาโดยไม่ต้องไปแต่งเติมอะไร เหมือนกับกลิ่นของเด็กทารก มันมีกลิ่นแบบนี้ของมันเองโดยธรรมชาติ ไม่ต้องใช้แป้งเด็ก ไม่ต้องใช้โลชั่นใดๆ กลิ่นหอมของเด็กก็จะทำให้เรารู้สึกสงบลง อ่อนโยน และรู้สึกว่าต้องทะนุถนอมดูแล น่ากอด น่าอุ้ม...แป้งเด็กที่มีขายออกมาก็มีกลิ่นหอมเบาๆ คล้ายๆ กลิ่นของเด็กโดยธรรมชาติแหละครับ

พอโตขึ้นเป็นหนุ่มเป็นสาวก็มีกลิ่นกายที่เปลี่ยนไป กลิ่นเนื้อหนุ่มดูไม่ค่อยชัดเจนเท่ากลิ่นเนื้อสาว ไม่รู้อาจเป็นเพราะผมไม่ค่อยได้มีโอกาสดมเนื้อหนุ่มด้วยกันก็ได้! กลิ่นเนื้อสาวแบบธรรมชาติ เป็นกลิ่นที่ทำให้เกิดความรู้สึกถึงความอ่อนโยน บอบบาง น่าทะนุถนอม เป็นกลิ่นที่ดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้าม กลิ่นนี้เป็นลักษณะเฉพาะคน บางคนมี บางคนก็ไม่มี ผู้หญิงประเภทบึกๆ ห้าวๆ พวกทอม ไม่ค่อยมีกลิ่นอย่างที่ว่าหรอกครับ

กลิ่นกายของคนเราก็คงมีลักษณะคล้ายๆ กับฟีโรโมน (Pheromone) คือ สัตว์บางชนิดสามารถปล่อยกลิ่น หรือสารเคมีบางอย่างออกมา เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น หรือเป็นการดึงดูดความสนใจ กระตุ้นเกี้ยวพาราสีในช่วงฤดูกาลผสมพันธุ์ ในคนเราไม่มีฟีโรโมนชัดเจนเหมือนกับสัตว์ การกระตุ้นดึงดูดด้วยฟีโรโมนเป็นเรื่องง่ายเกินไปสำหรับมนุษย์ หากคนเรามีฟีโรโมนเหมือนกับสัตว์ สงสัยคงยุ่งแน่ ตรงไหนที่มีการปิ๊งกัน คงมีกลิ่นของคนโน้น คนนี้ปนกันเต็มไปหมดแต่การที่คนเราจะปิ๊งกันได้ ก็ต้องมีองค์ประกอบมากมาย กลิ่นอย่างเดียวไม่พอหรอกครับ ส่วนมากแล้วหนุ่มสาวก็มักจะมีภาพของคู่ตนในใจเอาไว้อยู่แล้ว

หนุ่มคนนั้นต้องมีหน้าตาแบบนี้นะ รูปร่าง บุคลิก นิสัยอย่างนี้นะ แถมบางทีก็ต้องมีข้อแม้เพิ่มเติมอีก เช่น ต้องมีรถโก้ๆ ฯลฯ ดังนั้นสังคมมนุษย์มันมีอิทธิพลประกอบอย่างอื่นเยอะ มีฟีโรโมนออกมาเยอะยังไง ก็ช่วยอะไรได้ไม่มากหรอกครับ

*กลิ่น...ดับอารมณ์
พูดถึงกลิ่นดีๆ แล้ว ก็เลยขอว่าถึงกลิ่นที่ไม่ดีด้วยแล้วกันนะ กลิ่นไม่ดีอาจทำให้หมดอารมณ์ไปดื้อๆ เลยก็ได้

กลิ่นที่เกิดขึ้นในผู้ชายก็มักเป็นกลิ่นตัวจากเหงื่อไคล จากจุดอับต่างๆ เช่น ซอกรักแร้ หากเคยเจอที่มันเหม็นจริงๆ รับรองเห็นจนสลบไปเลยครับ กลิ่นที่ว่าก็เกิดจากการที่มีแบคทีเรียเจริญเติบโตสะสมอยู่ในจุดอับเป็นจำนวนมาก พอมีเหงื่อไคลอับชื้น มันก็จะย่อยสลายโดยแบคทีเรียเกิดเป็นกลิ่นเหม็นๆ ออกมา

ดังนั้นหากมีกลิ่นตัวแรงๆ กลิ่นเต่าพลังสูงก็ต้องหมั่นดูแลรักษาความสะอาดอาบน้ำบ่อยๆ ใช้สบู่ที่สามารถฆ่าเชื้อโรค ลดจำนวนสะสมของแบคทีเรียได้ หรือถ้าสุดความสามารถแล้วก็ต้องใช้น้ำหอม หรือลูกกลิ้งดับกลิ่นเฉพาะที่บ้าง

จุดที่มีกลิ่นไม่ดีอีกที่ของผู้ชายก็คือที่หนังหุ้มปลายนั่นแหละครับ ปกติแล้วผู้ชายที่มีหนังหุ้มปลายหลงเหลืออยู่ ยังไม่โดนขลิบไปเสียก่อน เวลาอาบน้ำก็ต้องรูดลงมาขัดสีฉวีวรรณตามซอกคอของหนังหุ้มปลายทุกวันให้เป็น กิจวัตร หากมีหนังหุ้มปลายแล้วไม่ล้างให้สะอาดก็จะเกิดการหมักหมม มีกลิ่นเหม็น มีหนังหุ้มปลายแล้วไม่ล้างอย่ามีเสียดีกว่า อย่างนี้ต้องเอาไปขลิบ!

กลิ่นไม่ดีที่เกิดขึ้นในผู้หญิง ก็มักจะเกิดขึ้นตรงจุดสำคัญนั่นแหละครับ อย่างที่เคยบอกแหละครับว่าปากคนเรากับช่องคลอดมันคล้ายๆ กัน เยื่อบุช่องปากกับเยื่อบุช่องคลอดก็คล้ายคลึงกันมาก ปากต้องมีน้ำลายหล่อเลี้ยง ช่องคลอดก็ต้องมีน้ำเป็นมูกหล่อเลี้ยงตลอดเวลา สำหรับปากเราสามารถแปรงฟันทำความสะอาดได้ง่าย แต่สำหรับช่องคลอด เราไม่ค่อยได้ดูแลรักษาความสะอาดมันเท่ากับช่องปากเลย บางทีก็เกิดการหมักหมมภายใน มูกตกขาวที่มีส่วนประกอบเป็นแป้งก็มีการบูดเสีย มีกลิ่นตามมาได้ ยิ่งหากมีการอักเสบติดเชื้อก็ยิ่งมีกลิ่นมากขึ้น

คุณผู้หญิงที่มีกลิ่นเหม็นในบริเวณจุดสำคัญตรงนี้ก็ต้องขยันทำความสะอาดให้ดี อย่าให้มีการสะสมของเชื้อโรค หากรู้สึกว่าตกขาวออกมาผิดปกติ มีสีเขียว สีเหลือง มีกลิ่นแรง ก็ควรรีบไปพบแพทย์จะได้ทำการรักษา ตอนนี้ก็คงนึกภาพออกแล้วนะครับว่า หมอสูติอย่างพวกผม ตรวจอยู่ทั้งวันจะต้องดมกลิ่นอะไรกันบ้าง น่าสงสารเหมือนกันนะ!

ตอนนี้ก็คงรู้แล้วสินะว่าหากมีกลิ่นดีๆ มันช่วยเสริมสร้างความรู้สึกดีๆ ได้เยอะ แต่ไม่ว่าบรรยากาศจะเป็นใจแค่ไหน ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยมื้อค่ำท่ามกลางแสงเทียน เปิดเพลงรักหวานๆ ฟังเบา มีเสียงจิ้งหรีดร้องเป็นจังหวะให้กำลังใจเป็นระยะ แต่พอเข้าด้ายเข้าเข็ม เปิดออกมากลิ่นเหมือนหัวปลาเน่า...เฮ้อ น่าสงสารสวรรค์ล่ม!

อย่าลืมล่ะ... ดูแลกลิ่นตัวให้ชวนดม เพื่อคนที่คุณรัก หากมันมีกลิ่นไม่ดี ไม่ชวนดม...อย่าลืมนึกถึงหมอสูติฯ ก็แล้วกัน

ที่มาจาก http://www.fwdder.com/topic/157173

ตามไปดู...บทความที่เกี่ยวข้อง
เมื่อน้องมีกลิ่น
*
*

เคล็ดลับสุขภาพดี สำหรับสาวออฟฟิศ


เคล็ดลับสุขภาพดี สำหรับสาวออฟฟิศ

สาวออฟฟิศต้องนั่งทำงานทั้งวันทำให้ระบบน้ำเหลืองไหวเวียนไม่ดี และมีปัญหาเรื่องสุขภาพตามมา แต่ออฟฟิศเกิร์ลทั้งหลายสบายใจได้ เพราะเคล็ดลับนี้จะช่วยแก้ปัญหาให้คุณเอง

1. ไม่ใส่เสื้อเล็กเกินไป
เสื้อแบบที่นักศึกษาสาวๆ ชอบใส่กันเป็นเสื้อต้องห้ามที่ออฟฟิศเกิร์ลไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง เพราะมันจะรัดจนเลือดไหวเวียนได้ไม่สะดวก ทำให้ออกซิเจนขึ้นไปเลี้ยงสมองได้น้อยและทำให้อึดอัดหายใจไม่ออก ถ้าใส่แบบนี้เป็นประจำก็จะส่งผลร้ายกับสุขภาพของคุณ

2. อย่านั่งตลอดเวลา
สาวๆ ควรลุกเดินไปเดินมาทุกๆ 2 ชั่วโมง เพื่อให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่ยึดคลายตัว และควรบริหารข้อเท้าบ่อยๆ เช่น หมุนข้อเท้า ยกนิ้วเท้าขึ้นลงไปมา

3. ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร
สาวทำงานต้องนั่งอยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลาทำให้ร่างกายต้องปรับอุณหภูมิตามไปด้วยเพื่อรักษาสมดุลไม่ได้ไม่สบาย ทำให้เกิดอาการเลือดข้นได้ ออฟฟิศเกิร์ลจึงต้องดื่มน้ำบ่อยๆเพื่อให้เลือดจางลง จะได้ไหลเวียนได้สะดวก

4. นอนตัวตรง
อย่านอนคุดคู้ งอตัว หรือนอนคว่ำ ท่านอนคุดคู้จะทำให้กระดูกสันหลังงอ พอตื่นขึ้นก็จะปวดหลัง ส่วนท่านอนคว่ำนอกจากจะทำให้หายใจไม่สะดวกจนหลับได้ไม่เต็มที่แล้ว ยังจะทำให้ตีนกาขึ้นเร็วกว่าปกติด้วย
*
*

ร้อยแปดเคล็ดลับน่ารู้...(3)


ร้อยแปดเคล็ดลับน่ารู้...(3)

60. วิธีเลือกซื้อน้อยหน่า ควรเลือกซื้อผลใหญ่ๆ ตาห่างมากๆ ผิวมีสีนวลๆ สีเขียวอ่อนลง

61. วิธีเลือกซื้อสับปะรด ให้ได้สับปะรดเนื้อดี หวานฉ่ำ เมื่อดีดแล้ว เสียงจะดังแปะ ๆ จึงจะใช้ได้ ถ้าเป็นเสียงโป๊ก ๆ ก็ไม่ควรซื้อ สับปะรดที่หวานฉ่ำเวลาที่ดีดจะมีกลิ่นหอมมาก กว่าสับปะรดที่ไม่ฉ่ำ

62. เลือกซื้อปูสดให้ได้เนื้อแน่น ปูทะเลสดจะต้องสีเข้ม ก้ามโตสีแดงเรื่อๆ เปลือกบาง ลองกดตรงกลางที่มีฝาปิดดู ถ้ากดไม่ลง แสดงว่าปูสดที่มีเนื้อแน่น

63. ต้มน้ำซุปไม่ให้มีไขมันลอยหน้า ใส่ผักกาดหอมลงในหม้อซุปสัก 2-3 ใบ

64. ขจัดกลิ่นสีห้องใหม่ ผสมน้ำวานิลา 1 ช้อนชา ต่อสี 1 แกลลอน คนให้เข้ากันจากนั้นก็นำไปทาได้เลย

65. เอาแมลงออกจากหูโดยง่าย ผักกาดหอมเมื่อคั้นเอาน้ำกรอกใส่หูที่แมลงเข้า แมลงจะทนไม่ไหวคลานออกมาเอง

66. เคล็ดลับปอกหัวหอมไม่ให้น้ำตาไหล ก่อนปอกหอม หั่นหอม ทุบหอม ให้เอาไม้ขีดไฟที่ยังไม่ได้จุดสัก 2-3 ก้าน คาบไว้ให้หัวไม้ขีดโผล่ออกจากปากแล้วก็ลงมือได้เลย

67. เคล็ดลับทำไข่ตุ๋น การจะทำให้เนื้อไข่ตุ๋นเป็นเนื้อเดียวกันต้องใช้น้ำข้าวที่เราหุงผสมลงไปแทนน้ำ เนื้อไข่จะเป็นเนื้อเดียวกันทานอร่อยมาก แต่ต้องจำไว้ว่าใช้น้ำข้าวไม่ใช่น้ำซาวข้าว

68. เลือกซื้อรองเท้าเวลาไหนดี เลือกตอนบ่ายอากาศอุ่นจัด เพราะใช้งานเท้ามามากทั้งวันแล้ว น้ำหนักตัวจะกดเท้าให้ขยายเต็มที่ คุณจะได้รองเท้าที่ใส่สบายกว่าซื้อในตอนเช้า

69. ดับกลิ่นขยะ ใส่เปลือกมะนาวลงในถังขยะ

70. ดับกลิ่นทุเรียน กินมังคุดตามเข้าไป

71. หุงข้าวสวยให้เป็นปุย ใส่น้ำมะนาว หรือ น้ำส้มสายชู ลงในหม้อข้าวขณะหุง เมื่อข้าวสุกจะไม่เหนียวติดกัน

72. ทอดอาหารไม่ให้น้ำมันกระเด็น โรยเกลือป่นลงในกระทะเล็กน้อย

73. ทอดอาหารไม่ให้อมน้ำมัน เติมน้ำส้มสายชูลงไปในน้ำมันเล็กน้อย

74. ย่างเนื้อให้นุ่ม ให้ใส่มะเขือเทศสัก 2-3 ชิ้นกับเนื้อย่างหมักเข้าด้วยกัน

75. เทซอสมะเขือเทศง่ายๆ เอาหลอดพลาสติกใส่ลงไปจนถึงก้นขวด พอเทซอสก็จะไหลออกมาง่ายตามต้องการ

76. ขจัดไขมันออกจากไก่ย่าง ให้เอาไก่ใส่ถุงสีน้ำตาล 2 ชั้น ปิดปากถุงให้แน่น ให้อบความร้อนไว้ในถุงสักพัก

77. ใช้เตาแก๊สให้ประหยัด ควรปรับไฟเวลาจุดเตาให้เป็นสีน้ำเงิน

78. การใช้หม้อดินให้นานๆ เมื่อซื้อมาแล้วควรนำหม้อดินไปแช่น้ำไว้สัก 1 คืน ก่อนนำมาใช้

79. วิธีทำเครื่องแกงด้วยเครื่องปั่น ให้เติมน้ำพอท่วมเครื่องแกง แล้วจึงใช้เครื่องปั่น

80. โขลกน้ำพริกให้ละเอียด ต้องโขลกพริกที่แช่น้ำกับเกลือก่อน แล้วใส่หอมแดงกับกระเทียมที่หลัง

81. ดับกลิ่นกะปิที่ติดมือ เอามือไปขยำเมล็ดข้าวสารในถัง ขยำ 2-3 ครั้งกลิ่นก็จะหายไปเอง

82. แก้กลิ่นสาปไก่และเป็ด นำไปแช่ในน้ำผสมเบคกิ้งโซดา แล้วนำไปแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ ประมาณครึ่งชั่วโมง

83. ผลไม้รักษา โรคตับอักเสบและดีซ่าน ใช้รากองุ่นสด 30-90 กรัมต้มน้ำรับประทาน

84. วิธีรักษาโรคบิด ใช้ใบฝรั่งรับประทาน

85. รักษาภาพโปสเตอร์ ใช้ยาขัดรองเท้าชนิดที่ไม่มีสี เช็ดภาพโปสเตอร์ก่อนที่จะนำมาติดโชว์

86. วิธีรักษาโลหะไม่ให้ผุกร่อน ให้ใช้วาสลินทาผิวของโลหะทุกครั้งที่ใช้ และนำมาทำความสะอาด จะทำให้ทำความสะอาดได้ง่ายและเช็ดแห้งเร็ว

87. วิธีแก้หัวเทียนบอด ใช้น้ำมันละหุ่งแดงละลายผสมในน้ำมันรถ

88. ขจัดรอยไหม้ในกระทะ นำกระทะตั้งไฟ ใส่น้ำลงไปเล็กน้อย แล้วเอาหัวหอมทุบพอแตก 3-4 หัวต้มจนเปื่อย จากนั้นนำกระทะไปล้างตามวิธีปรกติ

89. ต้มถั่วแดงไม่ให้แข็งกระด้าง ต้มให้เปื่อยเสียก่อนแล้วจึงนำไปต้ม

90. ต้มเป็ดพะโล้ให้เนื้อนุ่ม ให้ใส่น้ำแข็งขณะต้ม โดยใส่ทุกระยะที่น้ำเป็ดพะโล้เดือด

91. วิธีทำความสะอาดเครื่องเคลือบทองเหลือง ให้นำหัวหอมต้มในน้ำจนเดือด แล้วใช้หัวหอมขัดเครื่องเคลือบนั้น สิ่งสกปรกที่ติดค้างจะหลุดออกไป

92. ขอดเกล็ดปลาด้วยวิธีง่ายๆ นำปลาไปแช่ในน้ำเดือดพล่านประมาณ 1 นาที รอจนปลาแห้ง จะดึงเกล็ดปลาออกเป็นแผ่นๆ ได้โดยง่าย เนื้อปลาจะไม่หลุดติดเกล็ดออกมาเลย

93. ขูดปลาไหลโดยไม่ต้องใช้ใบข่อย เอามือจุ่มน้ำ แล้วไปกำขี้เถ้านำมารูดปลาไหลไม่กี่ครั้ง ก็จะหมดเมือกไปในที่สุด

94. แก้ปัญหาข้าวสุกๆดิบๆ ละลายน้ำเกลือแล้วพรมลงบนฝาหม้อ โดยต้องปิดฝาหม้อให้สนิทสัก10-15 นาที

95. ยำปลาหมึกให้อร่อย นำปลาหมึกสดๆ มาหั่นแล้วล้างให้สะอาด จึงนำมาคลุกกับแป้งมันสำปะหลังให้ทั่ว ทิ้งไว้ 5 นาที นำไปล้างออก แล้วจึงนำไปลวกในน้ำเดือด ตักใส่จานปรุงรสตามชอบ

96. ต้มไข่ไม่ให้เปลือกแตก ให้ใส่เข็มหมุดสัก 2-3 ตัว ลงในน้ำที่ใช้ต้มไข่จะทำให้ไข่ไม่แตก

97. ไขกุญแจให้ออกง่าย ให้หาผงดินสอดำใส่เข้าไปในรูกุญแจนั้น ผงดินสอดำจะช่วยให้ไขออกง่าย

98. ต้มปลาให้ก้างอ่อนยุ่ย ให้นำอ้อยมาปอกเปลือกตัดเป็นเสี้ยวๆ วางลงในหม้อที่ต้มปลา และนำปลามาวางทับ เติมน้ำพอประมาณตั้งไฟสัก 40 นาที ปลาจะมีเนื้อแข็ง และก้างจะอ่อนยุ่ย

99. อบเป็ดให้อร่อย ก่อนนำเป็ดเข้าอบให้ใช้ส้มผ่าครึ่งซีก ทาให้ทั่วตัวเป็ด แล้วนำไปอบ เป็ดจะนุ่มน่ากิน

100. ล้างแก้วเจียรนัยให้สะอาด ให้นำเปลือกมันฝรั่งไปใส่ในแก้วเจียรนัยหรือแจกันที่มีคราบสกปรก แช่น้ำทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง แล้วล้างด้วยน้ำธรรมดาจะสะอาดหมดจด

101. ขจัดรอยจีบกระโปรง ใช้ฟองน้ำชุบน้ำส้มสายชู ทาตรงรอยจีบให้ทั่ว แล้วใช้ผ้าบางๆ ทาบรีดด้วยเตารีดอุ่นๆ รอยจีบกระโปรงหรือรอยเลาะตรงขากางเกงจะเรียบหายไปตามต้องการ

102. วิธีรักษาเครื่องซักผ้า ให้ใช้น้ำอุ่นพอประมาณ ผสมน้ำสมสายชูสักครึ่งลิตรใส่ลงไปในเครื่องซักผ้า เปิดสวิตซ์ทำงานปกติ น้ำส้มสายชูจะช่วยไล่คราบฝุ่นออกจากตัวเครื่อง และป้องกันการอุดตันได้ด้วย

103. ทำน้ำเชื่อมให้ดูน่ารับประทาน ใส่เปลือกไข่ที่ขยี้ให้ละเอียดลงไปสัก 2-3 ฟอง ขณะเคี่ยวน้ำเชื่อม ตั้งทิ้งไว้จนมีฟองสกปรกขึ้นมา ช้อนฟองออกเคี่ยวต่อไปจนฟองสกปรกหมดจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง

104. ทำวุ้นให้ใสแวววาว ต้มน้ำวุ้นให้เดือดได้ที่ก่อน แล้วจึงเติมน้ำตาล ปิดไฟทันที และคนให้ละลาย การเคี่ยวน้ำตาลนานๆ จะทำให้ได้วุ้นมีสีขุ่นไม่ใสแวววาว

105. วิธีกำจัดมดในครัว ใช้น้ำส้มสายชูเช็ดตรงทางเดินมด มดจะไม่เดินมาบริเวณที่เราเช็ดด้วยน้ำส้มสายชูไว้

106. ลวกลูกชิ้นปลาที่เก่าและเหม็นคาวให้อร่อย ลูกชิ้นปลาที่แช่ตู้เย็นไว้นานๆแล้วมีกลิ่นเหม็นคาว ให้ล้างด้วยน้ำผสมกับน้ำส้มสายชู จากนั้นจึงลวกลูกชิ้น แล้วค่อยนำไปประกอบอาหาร

107. หากทำแกงเผ็ดหรือน้ำซุปแล้วมีรสเค็มเกินไป ให้ฝานมันฝรั่งดิบ ลงไปเคี่ยวต่อจนมันฝรั่งสุก หากเป็นประเภทพะโล้ หรืออาหารตุ๋นที่เค็มไป ควรเติมน้ำส้มสายชูและน้ำตาลลงไปอย่างละ 1 ช้อนชาจะช่วยลดความเค็มลงได้

108. ป้องกันแมลงรบกวนข้าวสาร ใช้ใบมะกรูดวางไว้บนข้าวสาร หรืออาจจะใส่ผสมปนเปไว้ในข้าวสารเลยก็ได้ ซึ่งหากข้าวสารมีจำนวนมาก ก็ใส่ใบมะกรูดมากหน่อย รับรองจะไม่มีแมลงมารบกวนอีกต่อไป หากข้าวสารยังใช้ไม่หมดแต่ใบมะกรูดที่วางไว้แห้งหรือหมดกลิ่นไปแล้วก็ให้เปลี่ยนใบมะกรูดเสียใหม่ ไม่งั้นเดี๋ยวเจ้าแมลงได้ใจกลับมารบกวนอีก
*
*

ร้อยแปดเคล็ดลับน่ารู้...(2)


ร้อยแปดเคล็ดลับน่ารู้...(2)

2. แก้ปัญหาสีน้ำแห้งแข็ง ใช้น้ำส้มสายชูผสมทิ้งเอาไว้ สีน้ำที่แห้งแข็งก็จะอ่อนเหลว นำมาใช้ได้ใหม่อีกครั้ง

3. ขจัดคราบรอยนิ้วบนไพ่ป๊อก ใช้สำลีชุบนมสดเย็นๆ เช็ด รอยเปื้อนก็จะหลุดออกไป

4. ดูแลรักษางาช้าง เอางาช้างวางไว้กลางแดดทั้งๆ ที่ยังเปียกน้ำสบู่อยู่ ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด เมื่อแห้งแล้วขัดด้วยผ้าสักหลาด ก็จะได้งาช้างสวยสะอาดดังเดิม

5. ขจัดคราบกาวสติกเกอร์ ใช้น้ำมันพืชหรือครีมวาสลีนมาทาสติกเกอร์ให้ชุ่ม แล้วจึงค่อยๆ ดึงออกมา

6. วิธีล้างเครื่องหนัง หยดน้ำมันสลัดสัก 2-3 หยด ลงไปในน้ำสบู่แล้วใช้แปรงจุ่มถู จากนั้นจึงซักในน้ำสบู่ธรรมดาอีกครั้ง แล้วล้างด้วยน้ำเย็นรีบเช็ดให้แห้งตากลมไว้ น้ำมันสลัดนอกจากจะช่วยขจัดคราบสกปรกแล้ว ยังช่วยให้หนังคงสภาพเดิมได้ด้วย

7. บรรเทาอาการปวดฟัน ใช้ใบกระเพราขยี้กับเกลือ อุดไปที่รูฟันที่ปวดสักพักอาการปวดก็จะทุเลาลงเอง

8. บรรเทาอาการปวดจากแตนต่อย แค่ใช้แอมโมเนียชุบสำลีแปะลงไปที่ถูกแตนต่อยก็หายปวดแล้ว

9. หุงข้าวแล้วข้าวแฉะ แก้ปัญหาโดยใส่ขนมปังปอนด์สัก 2-3 แผ่น ลงไปในหม้อ ปิดผาหม้อให้แน่นแล้วกดไฟ ไม่นานข้าวก็จะสวยขึ้นมาได้ เพราะขนมปังจะช่วยดูดน้ำเอาไว้

10. แก้ปัญหาเล็บเหลือง ใช้มะนาวครึ่งลูกบีบไว้ในน้ำอุ่น แล้วจุ่มมือลงไปแช่สักพัก เล็บของคุณก็จะกลับมาขาวได้

11. ลับกรรไกรให้คม ด้วยการเอากรรไกรอันที่ไม่คมนั้นมาตัดกับเข็มโครเชท์ โดยค่อยๆ ตัดให้เข็มอันไม่คมนั้นกลิ้งไปจนสุดปลายกรรไกร ทำซ้ำสัก 4-5 ครั้ง

12. ดูแลกาแฟผงไม่ให้จับเป็นก้อน เอาน้ำตาลปอนด์ก้อนขาวๆ ใส่ลงไปสัก 2 ก้อน

13. ทำความสะอาดห้องน้ำกระเบื้อง ราดด้วยน้ำให้ทั่วแล้วเอาเกลือแกงโรยลงบนแปรงขัดห้องน้ำ หรืออาจจะโรยเกลือที่ผ้าเปียกน้ำ แล้วขัดพื้นให้ทั่ว

14. ขจัดกลิ่นส้วม ใช้น้ำมันก๊าดประมาณ 1 ขวดมาเทราดลงไปในคอห่าน แล้วเทน้ำตามลงไปเพื่อขจัดกลิ่นน้ำมันก๊าดให้หมด น้ำมันก๊าดจะช่วยขจัดกลิ่นส้วมให้หมดไปด้วย

15. ป้องกันสัตว์เลื้ยงกัดแกะเครื่องเรือน โดยใช้น้ำมันยูคาลิปตัส หรือน้ำมันที่มีกลิ่นฉุนมาทา

16. ป้องกันหมา แมว ให้ฉี่เป็นที่เป็นทาง โรยพริกไทยป่นลงบนที่มันเคยฉี่ การโรยพริกไทยจะทำให้กลิ่นเดิมของมันหายไป มันจะไม่กลับมาฉี่หรืออุจจาระในที่นั้นอีก

17. วิธีเก็บสายยาง หายางรถยนต์เก่าๆ ที่ไม่ใช้ทำเป็นที่เก็บสายยาง โดยนำสายยางยาวๆ ม้วนสอดเข้าไปในยางรถยนต์ เพื่อป้องกันแสงแดด และโยกย้ายง่ายด้วยการกลิ้งไป

18. ขจัดสนิมเกาะเตารีด เอาผ้าห่อขี้ผึ้งหรือเทียนไขไว้ผืนหนึ่ง อีกผืนหนึ่งโรยเกลือป่นไว้บนผ้า จากนั้นเปิดเตารีดให้ร้อน รีดทับลงบนห่อขี้ผึ้งหรือเทียนไขก่อน ต่อมาจึงรีดบนผ้าโรยเกลือ ทำหลายๆ เที่ยวสนิมก็จะหมดไป

19. ขจัดรอยไหม้ของเสื้อผ้าที่โดนเตารีด ใช้หัวหอมผ่าครึ่งถูตรงรอยไหม้ แล้วใช้น้ำเช็ดอีกครั้ง เพราะว่าหัวหอมมีสารละลายทำให้กัดรอยไหม้ที่อยู่บนผ้าจางหายไป และยังไม่ทำให้ผ้าเปื่อยขาดอีกด้วย

20. เคล็ดลับย่างเนื้อเตาถ่าน ใช้เกลือโรยไฟให้ทั่วขณะไฟติด เกลือจะทำให้ไฟติดได้ง่ายเร็วโดยไม่ต้องพัดให้เปลืองแรง อีกทั้งถ่านจะมอดดับอย่างช้าๆ เป็นการประหยัดถ่านด้วย

21. วิธีทำไม่ให้ถุงน่องรัน นำถุงน่องใหม่ไปแช่น้ำเสียก่อน แล้วนำไปแช่ไว้ในช่องทำน้ำแข็งในตู้เย็น รอจนเป็นน้ำแข็ง จากนั้นเอาออกมาแช่น้ำจนน้ำแข็งละลาย นำไปตากแดดจนแห้ง ถุงน่องเป็นผ้าลื่นเมื่อนำไปแช่แข็งจะทำให้เนื้อผ้าเกาะกันเหนียวแน่นขึ้น ใช้งานแล้วไม่รันง่าย

22. เก็บรักษาเสื้อไหมพรม ซักให้สะอาดนำไปวางบนผ้าขนหนูบางๆ แล้วพันผ้าขนหนูโดยให้ไหมพรมอยู่ด้านใน

23. แก้ปัญหาหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใบใหม่ที่ข้าวติดก้นหม้อ นำหม้อในใหม่มาแช่น้ำสักครู่ ประมาณ 5-10 นาที ไม่ควรแช่นานกว่านี้ จากนั้นใช้ฟองน้ำขัดหม้อเบาๆ

24. แก้ปัญหากระทะใหม่ ที่มักประสบปัญหาทอดอาหารแล้วติดกระทะ ก่อนนำกระทะมาใช้ให้เทน้ำส้มสายชูผสมกับน้ำเท่าๆ กัน ลงในกระทะ และนำไปตั้งไฟรอจนเดือด แล้วเทน้ำส้มสายชูทิ้ง ใช้น้ำสะอาดล้างอีกที จากนั้นก็ใช้งานตามปกติ

25. ทำคุกกี้ไม่ให้แตกละเอียดง่าย นำข้าวโพดคั่วที่ยังไม่ได้คลุกเกลือมาวางรองบนพื้นกล่อง และวางบนคุกกี้

26. ปอกแอปเปิ้ลไม่ให้ดำ ให้นำแอปเปิ้ลที่ปอกเปลือกแล้วมาล้างในน้ำผสมน้ำมะนาว

27. เก็บกล้วยน้ำหว้าไว้ให้นาน ๆ หาภาชนะใส่น้ำต้มให้เดือดนำกล้วยน้ำว้าลงไปแช่ประมาณ 3 นาที และนำไปแขวนในที่ที่มีลมโกรก น้ำเดือดจะฆ่าพวกเชื้อแบคทีเรียที่จะทำให้กล้วยเสียเร็วและอยู่ได้ 10 วัน

28. เก็บเนื้อสดข้ามคืนโดยไม่ต้องใช้ตู้เย็น ให้เอาเนื้อทั้งก้อนไปจุ่มลงในน้ำเดือดแล้วแขวนไว้ แบคทีเรียบางส่วนในเนื้อนั้นจะถูกฆ่าตายไปทำให้เนื้อไม่เน่าเสีย

29. ลดน้ำเปรี้ยวของสับปะรด นำมะนาวเปลือกเขียวมาบีบลงบนสับปะรด แล้วโรยเกลือป่นไว้ให้ทั่ว ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอย่างเบามือ

30. ลดความเค็มของผักดอง นำเหล้าที่แช่เย็นมาผสมกับน้ำในอัตราส่วนที่เท่ากัน หั่นผักดองที่เค็มเกินไปแช่ไว้สักครู่ ความเค็มของผักก็จะลดหายไป

31. ย่างปลาไม่ให้ติดตะแกง นำน้ำส้มสายชูมาทาให้ทั่วตะแกรงก่อนย่างปลา เวลาปลาสุกจะไม่ติด และทำความสะอาดตะแกรงง่าย

32. วิธีทำให้กุ้งที่แช่เย็นไว้นานๆให้สดอยู่เสมอ ปอกเปลือกกุ้ง และผ่าหลังให้เรียบร้อย นำไปแช่เบียร์ประมาณ 15-20 นาที แล้วจึงนำไปประกอบอาหาร รับรองได้ว่าไม่ผิดหวัง

33. ขจัดคาวปลาหมึก ใช้น้ำส้มสายชูแกว่งกับน้ำ นำปลาหมึกมาแช่ไว้ 5-10 นาที กลิ่นคาวปลาหมึกจะหมดไป

34. ป้องกันไม่ให้หัวปลีดำ ต้องแช่หัวปลีลงในน้ำส้มสายชูทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง

35. รักษารองเท้าให้ดูใหม่เสมอ นำถุงเท้าเก่าๆ ที่ไม่ใช้แล้ว นำไปซักให้สะอาด ตากลมให้แห้งสนิท จากนั้นนำรองเท้าไปใส่ในถุงนั้น เมื่อเปิดมาใช้รองเท้าจะใหม่อยู่เสมอ

36. ขจัดเศษทิชชูที่ติดตามเสื้อผ้า .ใช้ลูกเทนนิสถูแรงๆ ตรงที่มีกระดาษทิชชู่ติดอยู่ สักหลาดจากลูกเทนนิสจะทำให้เสื้อผ้าคุณสะอาดได้

37. ป้องกันแมลงตอมถังขยะ หยดแอมโมเนียลงข้างถังขยะ และในถังขยะสัก 4-5 หยด กลิ่นของมันจะทำให้มด แมลงวัน หรือสัตว์เลี้ยงไม่กล้าเข้าใกล้ถังขยะอีกเลย

38. ขจัดเศษอาหารปากท่อ นำเกลือแกงใส่ลงไปในท่อ 2-3 ช้อน จากนั้นให้นำเบกกิ้งโซดา หรือผงฟูต้มน้ำให้เดือดแล้วเทลงไปไขมันที่อุดตันก็จะหลุดออกไป

*ขจัดกลิ่นเหม็นที่กระติกน้ำแข็ง ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำร้อนและนำมาล้างถูกระติกให้ทั่ว ล้างน้ำอีกครั้งด้วยน้ำสะอาดกลิ่นสาปก็จะหายไป

39. ดูแลรักษาเครื่องดูดฝุ่น นำการบูรหรือลูกเหม็นใส่เข้าไปในถุงดูดฝุ่นสัก 1 ก้อน จะช่วยกันแมลงแล้วยังป้องกันกลิ่นอับได้อีกต่างหาก

*ขจัดกลิ่นอับในตู้กับข้าว ใช้ปูนขาวเล็กน้อยใส่ชามใบย่อมไปวางมุมใดมุมหนึ่งของตู้กับข้าว ทิ้งไว้ประมาณ 3-4 วัน กลิ่นอับชื้นก็จะค่อยๆจางหายไป

40. กำจัดเหา ใช้ใบน้อยหน่าบดให้ละเอียด คั่นเอาน้ำมาหมักกับผมประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยแชมพูสระผม เหาก็จะหายหมดไป แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง 4-5 ครั้ง ถึงจะได้ผล

41. ป้องกันฝุ่นจับดอกไม้ประดิษฐ์ นำไปอังกับไอน้ำเดือด ไอน้ำเดือดจะช่วยขจัดฝุ่นและคราบดำออกไป ทำให้ดอกไม้ประดิษฐ์ดูสะอาดอยู่เสมอ

42. ปลูกมะลิให้ออกดอกสะพรั่ง เด็ดใบออกมากๆ และรดน้ำตอนที่แดดกำลังร้อนๆ เพราะต้นมะลิจะนึกว่าตัวเองไม่มีใบต่อไปจะต้องตายจึงรีบออกดอกให้ทันก่อนตาย และต้นมะลิจะชอบให้เรารดน้ำตอนแดดกำลังส่องไปที่ต้นของมัน

43. ทำความสะอาดเครื่องแก้วโดยไม่ต้องเช็ด ใช้น้ำผสมแอลกอฮอล์ล้าง จะช่วยล้างสิ่งสกปรกออกได้ง่าย ข้อสำคัญจะแห้งได้เอง โดยไม่ต้องเช็ดด้วยผ้าอีกด้วย

44. ดับไฟขณะลุกท่วมกระทะ ใช้ฝาโอ่ง หรือฝาหม้อครอบ (อย่าใช้ลมเป่าเด็ดขาด)

45. ป้องกันรูขวดพริกไทป่นอุดตัน ใส่เม็ดพริกไทยที่เป็นเม็ดๆ เล็กน้อยลงไปในขวดพริกไทยป่น

46. รักษาไม้กวาดดอกหญ้าให้คงทน จุ่มไม้กวาดดอกหญ้า(ซื้อใหม่)ในน้ำเกลือร้อนๆ จะทำให้ขนของไม้กวาดดอกหญ้าเกาะตัวกัน เวลาใช้จะทนทานไม่ขาดง่าย

47. ขจัดกลิ่นคาวปลาในตู้เย็น ใช้ผงกาแฟโรยบนปลาซักกำมือก็จะช่วยดับกลิ่นคาวปลาที่นำไปแช่ในตู้เย็นได้

48. แก้ปัญหาก้างติดคอ ใช้น้ำมะนาวบีบใส่ลงไปในคอ น้ำมะนาวจะทำให้ก้างอ่อนตัวลงทำให้กลืนลงคอได้ง่าย

49. แก้รองเท้ากัด ใช้ค้อนทุบรองเท้าบริเวณที่กัดจนนิ่ม เพราะรองเท้ากัดมีสาเหตุมาจากบริเวณหนังส่วนนั้นแข็งเกินไป

50. ขจัดกลิ่นกระเป๋าหนังที่ซื้อใหม่ นำผ้าขาวห่อใบชา และกระเป๋าเข้าด้วยกัน ใบชาสามารถดูดกลิ่นเหม็นของหนังได้

51. ขจัดกลิ่นคลอรีนในน้ำประปา ฝานมะนาวบางๆ ลงไปในน้ำ มะนาวจะช่วยดูดกลิ่นคลอรีนให้หมดไปได้

52. วิธีขจัดต้นหญ้า ใช้เกลือโรยตรงที่หญ้าขึ้น เพราะว่าเกลือนั้นจะทำให้ดินตรงที่นั้นเค็ม

53. ป้องกันยุงไข่ในแท้งค์น้ำ ให้หาอิฐแดงๆ ที่ใช้ก่อสร้างใส่ลงไปในแท้งค์น้ำ ที่นี้แท้งค์น้ำก็จะไม่มีลูกน้ำอีกเลย

54. ทอดให้กรอบ ต้องละลายแป้งทิ้งไวประมาณ 5-10 นาที ก่อนนำไปทอด

55. เคล็ดลับการทอดไข่เจียว โรยเกลือป่นเล็กน้อยบนน้ำมันในกระทะ

56. ทอดไก่ให้สุกทั้งตัว ก่อนจะนำไก่ลงทอด ให้ใช้ช้อนส้อมจิ้มเป็นรูให้ทั่วเสียก่อน แล้วทอดไฟอ่อนๆ

57. ต้มผักให้หน้ารับประทาน ขณะต้มผักให้เติมเกลือเล็กน้อยจะทำให้ผักมีสีเขียวกว่าเดิม

58. เผามันเทศให้น่ารับประทาน ให้นำมันเทศแช่ในน้ำร้อนเสียก่อน จึงค่อยนำไปเผาบนเตาไฟที่ไม่ร้อนจัดนัก

59. วิธีเลือกซื้อมะนาว มะนาวเปลือกเหลืองไม่เหี่ยวมีน้ำมาก เหมาะสำหรับทำน้ำจิ้ม ถ้ามะนาวผิวเขียวสดเหมาะสำหรับทำต้มยำ ตำน้ำพริก
*
*

ร้อยแปดเคล็ดลับน่ารู้...(1)


ร้อยแปดเคล็ดลับน่ารู้...(1)

1. เคล็ดลับน่ารู้ในการขจัดคราบรอยเปื้อนบนเสื้อผ้า

*รอยเปื้อนสนิมเหล็ก ใช้เกลือ และบีบมะนาวลงบนรอยเปื้อน แล้วนำไปซักด้วยวิธีธรรมดา ตากแดดจัดๆ

*รอยเปื้อนยางมะตอย และกาว ใช้น้ำมันไฟแช็ค ล้างรอยเปื้อน แล้วจึงนำไปซัก

*รอยเปื้อนน้ำหมึก ขยี้มะเขือเทศลงบนรอยเปื้อน ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง และนำไปซักด้วยวิธีธรรมดาอีกครั้ง

*รอยเปื้อนหมึกลูกลื่น ใช้น้ำมันใส่ผมหยอดลงไปที่รอยเปื้อน และนำไปซักด้วยผงซักฟอกอีกครั้ง

*รอยเปื้อนคราบเลือด ใช้แป้งมันกับน้ำเย็นผสมกันให้ข้นขนาดแป้งเปียก ทากระดาษพอกไว้บนรอยเลือดที่เปื้อน ทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง แล้วซักน้ำ รอยเลือดนั้นจะหายไป

*รอยเปื้อนคราบลิปสติกบนเสื้อ ก็รีบหาน้ำมันยูคาลิปตัส หรือกลีเซอรีน เช็ดบริเวณที่เปื้อนโดยเร็ว...ถ้าไม่อยากมีปัญหา

*รอยคราบไขมันที่ติดเสื้อผ้า โรยแป้งฝุ่นตรงรอยเปื้อน แล้วเอากระดาษทิชชู่วางทับจากนั้น จึงใช้เตารีดร้อนรีดทับไว้สักครู่ จึงนำไปซักด้วยวิธีธรรมดา

*รอยเปื้อนกาว ใช้น้ำส้มสายชูเช็ดที่รอยเปื้อน นำมาแช่ในน้ำเย็น แล้วซักตามปกติ

*รอยเปื้อนขี้ผึ้ง วางกระดาษซับบนรอยเปื้อนแล้วกดด้วยเตารีดที่ร้อน เปลี่ยนกระดาษจนกระทั่งไขทั้งหมดถูกดูดซับไปหมด สำหรับผ้าเนื้อบางหรือผ้าไหมให้ใช้กระดาษทิชชูซับแทนกระดาษธรรมดา และใช้เตารีดที่ไม่ร้อนมาก

*รอยเปื้อนไข่ ผสมน้ำซักผ้ากับน้ำอุ่น แล้วนำผ้าเปื้อนไปซัก

*คราบน้ำตาเทียน ใช้ก้อนน้ำแข็งขูดเกล็ดเทียนออกให้มากที่สุด จากนั้นจึงใช้กระดาษประกบบริเวณที่เปื้อนทั้ง 2 ด้าน แล้วใช้เตารีดอุ่นๆ รีดทับจนน้ำตาเทียนซึมออกมาติดกับกระดาษแล้วจึงนำผ้าไปซักตามปกติ

*คราบโคลน ปล่อยให้โคลนแห้ง แล้วใช้แปรงปัดออก ซักด้วยน้ำเย็นหลายๆ ครั้งจนไม่มีน้ำโคลนออกมา จึงซักด้วยผงซักซอก

*คราบน้ำชา รีบเทน้ำเดือดลงบนรอยเปื้อนบนผ้าที่เพิ่งเปื้อนจนรอยจางลง จากนั้นนำไปซักในน้ำอุ่นกับสบู่ ถ้ายังไม่ออกให้ใช้น้ำยาฟอกขาวเช็ด แล้วจึงนำไปซัก

*น้ำผลไม้, น้ำมันพืช นำผ้าที่เปื้อนไปขึงให้ตึงบนปากกะละมัง เทน้ำเดือดลงบนรอยเปื้อน แล้วจึงนำผ้าไปซัก

*รอยเปื้อนน้ำหมึก ก่อนซักให้นำเกลือป่นโรยตรงรอยเปื้อน แล้วบีบน้ำมะนาวลงไปให้ชุ่ม ผึ่งแดดไว้ครึ่งวัน จึงค่อยนำไปซัก

*รอยเปื้อนกาแฟ ใช้แป้งข้าวเจ้าถูบริเวณรอยเปื้อน แล้วจึงนำไปซักตามปกติ

*รอยเปื้อนน้ำส้มสายชู ผสมแอมโมเนีย 1 ช้อนชา ในน้ำ 2 ถ้วย (ครึ่งลิตร) แล้วนำผ้าไปแช่ 2-3 นาที ล้างออกแล้วซักถามปกติ

*รอยเปื้อนช็อกโกแลต รีบนำผ้าที่เปื้อนไปแช่น้ำอุ่นทันทีที่เปื้อน อาจใช้น้ำยาขจัดคราบช่วยด้วย จากนั้นนำไปซักตามปกติ

*รอยเปื้อนเลือด นำนมข้นหวานทาบริเวณรอยเปื้อน ทิ้งไว้สักครู่ แล้วนำไปขยี้น้ำออก

*รอยเปื้อนคราบเลือดจางๆ ใช้เบคกิ้งโซดาผสมน้ำสักเล็กน้อย จนข้น นำไปถูเบาๆ ตรงรอยเปื้อน เมื่อแห้งจึงปัดฝุ่นออก

*รอยเปื้อนคราบเลือดฝังแน่น ใช้ฟองน้ำจุ่มน้ำเย็นที่ผสมเกลือจนชุ่ม ถูเบาๆ จนรอยค่อยๆ จางลง แล้วใช้น้ำเปล่าถูอีกครั้ง สุดท้ายใช้ทิชชู่ซับน้ำให้แห้ง

*เปื้อนครีม เนย น้ำมัน นำแป้งฝุ่นทาตัวมาโรย ใช้กระดาษทิชชู่ หรือกระดาษบางอื่นๆ วางทับ นำเตารีดที่ร้อนพอสมควร วางทับบนกระดาษ จนแป้งดูดคราบมันออกหมด จึงนำ ไปซัก

*รอยเปื้อนสนิม นำผ้ามาชุบน้ำให้เปียกก่อน บีบน้ำมะนาวลงไปบนรอยเปื้อนทิ้งไว้สักครู่ แล้วจึงนำไปซักตามปกติ

*ผ้าขาวที่ออกสีเหลือง ใช้เปลือกไข่ป่นละเอียด ใส่ในกะละมังซักผ้า แช่ทิ้งไว้สักครู่ แล้วจึงซักตามปกติ

*ผ้าขึ้นรา (เล็กน้อย) นำผ้าไปซักในน้ำสบู่ร้อนๆ หรือบีบมะนาวลงไปตรงที่มีราขึ้น แล้วแช่ผ้าไว้ในผงซักฟอกสักครู่ แล้วจึงซักผ้าตามปกติ

*รอยเปื้อนยาแดง เช็ดรอยเปื้อนด้วยแอมโมเนีย หรือซักด้วยน้ำส้มสายชูผสมน้ำ

*รอยเปื้อนยาทาเล็บ ซับที่รอยเปื้อนด้วยน้ำยาล้างเล็บ และเช็ดด้วยผ้าที่สะอาดจนรอยเปื้อนจางลง (ควรลองหยดน้ำยาทาเล็บลงผ้าก่อน)

*รอยเปื้อนยางกล้วย ใช้มะนาวที่ฝานเป็นชิ้นบางๆ ถูตรงรอยเปื้อนที่เป็นคราบดำแล้วรีบนำมาซักทันที

*รอยเปื้อนลิปสติก ใช้มันเปลวหมูทาตรงรอยเปื้อน หรือใช้น้ำมันหมูทา แล้วจึงซักในน้ำสบู่ร้อนๆ หรือใช้ผงซักฟอกโรยตรงรอยเปื้อน แล้วขยี้ จากนั้นจึงซักตามปกติใช้วาสลินถูตรงรอยเปื้อน แล้วนำไปซักถามปกตินำผ้าที่เปื้อนไปแช่ในน้ำผสมเกลือทิ้งไว้ 1 คืน จะทำให้รอยลิปติกหายไป

*รอยเปื้อนดินสอ ใช้ยาสีฟันป้ายลงบนรอยดินสอแล้วขยี้

*รอยเปื้อนปากกาลูกลื่น ใช้ฟองน้ำชุบแอลกอฮอล์เช็ดจนรอยจางลง แล้วจึงนำไปซัก

*รอยเปื้อนหมากฝรั่ง ขูดยางหมากฝรั่งออกด้วยสันมีด แล้วใช้น้ำแข็งถูเพื่อให้ยางนั้นแข็งตัว แล้วค่อยๆ แกะออก จากนั้นใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ด นำไปซักในน้ำสบู่อ่อน

*คราบเหงื่อไคล ซักด้วยน้ำผสมน้ำส้มสายชูเล็กน้อย หรือน้ำมะนาวละลายยาแก้ปวด 2 เม็ดลงในน้ำ แช่ผ้าไว้สักครู่ จึงค่อยซักตามปกติ
*
*

เคล็ดลับผิวขาวอมชมพู...


เคล็ดลับผิวขาวอมชมพู...

สาวๆ ยุคใหม่ที่กำลังมองหาวิธีดูแลผิวพรรณให้เรียบ เนียน สวยอยู่ตลอดเวลา วันนี้จะมาบอกเคล็ดลับเพื่อผิวขาวสุขภาพดีที่ทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากกับเคล็ดลับ "โยเกิร์ตสครับสูตรน้ำผึ้ง"

ถ้าพูดถึงโยเกิร์ตแล้วใครๆ ก็รู้ว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่า แถมยังเป็นอาหารผิวที่ดีได้อีกด้วย ส่วนน้ำผึ้งนอกจากเป็นยาอายุวัฒนะแล้ว ก็ยังมีคุณค่าในด้านความสวยความงามด้วย

สำหรับส่วนผสมของเคล็ดลับ "โยเกิร์ตสครับสูตรน้ำผึ้ง"
- น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ
- จมูกข้าวสาลี 2 ช้อนโต๊ะ
- โยเกิร์ตเปล่า 1 ถ้วย

นำส่วนผสมทั้ง 3 มาคนให้เข้ากันแล้วนำมาทาให้ทั่วตัว จากนั้นใช้ปลายนิ้วขัดผิวเบาๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และขจัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกมาหลังล้างออก และยังเพิ่มความชุ่มชื้นและคงความขาวเนียนให้กับผิวได้อีกด้วย

อย่าลืมบำรุงด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของโยเกิร์ตเป็นประจำ ให้ทั่วทุกส่วนของร่างกาย เพื่อคุณจะได้เป็นเจ้าของผิวที่ขาว อมชมพูอย่างมีสุขภาพดีตลอดไป
*
*

เคล็ดลับหน้าใส...

เคล็ดลับหน้าใส...

อ่านเจอมา เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ก็เลยเก็บมาฝาก ว่างๆก็ลองทำกัน

การพอกหน้าด้วยผงพิเศษตราร่มชูชีพและไข่แดง เพียงแค่ 15 นาที ใบหน้าของคุณจะใส เนียนนุ่ม เกลี้ยงเกลาอย่างเป็นธรรมชาติ

การมีใบหน้าที่ใส ไร้สิว เกลี้ยงเกลาอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นสุดยอดปรารถนาของผู้หญิงทุกคน โดยการมีใบหน้าที่สดใสนั้น เกิดจากสิ่งสกปรก และเชื้อแบคทีเรีย ที่อุดตันรูขุมขนบนใบหน้าหลุดออกไป พร้อมกับเซลล์ผิวที่ตาย และ เผยผิวใหม่ที่มีความสดใส

ทันทีที่พอกหน้าด้วยผงพิเศษตราร่มชูชีพ และไข่แดง ผิวหน้าจะใส เนียนนุ่ม เกลี้ยงเกลาอย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อทำเป็นประจำ สิวจะลดลง รอยแผลของผิวจะลดลง ใบหน้าจะเนียนนุ่มน่าสัมผัส

เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ควรพอกหน้าด้วยผงพิเศษตราร่มชูชีพ และไข่แดง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

ที่มา http://www.parachutebrand.com/th/specialtips.php
*
*

ฝึกหายใจ...ให้หายง่วง


ฝึกหายใจ...ให้หายง่วง

ตกบ่ายทีไร เป็นต้องสมองตื้อตัน ความคิดไม่แล่น เนื่องจากความง่วงเหงาหาวนอนเป็นประจำหรือเปล่า จะแก้อาการด้วยกาแฟสักแก้ว ก็คงเป็นการหลอกตัวเองแบบไม่มีประโยชน์ (เพราะกาแฟมีโทษน่ะสิ)

ในหนังสือ “พลังบำบัด ร่างกายคุณรักษาตนเองได้” ของนายแพทย์แอนดรู ไวล์ เขามีวิธีบริหารลมหายใจซึ่งจะช่วยกระตุ้นร่างกาย ปลุกตัวเองให้กระฉับกระเฉงขึ้นได้ด้วย น่าสนใจไหม ลองทำตามดังนี้

นั่งในท่าสบายๆ หลังตรง หลับตา เอาปลายลิ้นแตะที่ฟันบนด้านในแล้วเลียขึ้นไปทางเพดาน พอพ้นฟัน พักปลายลิ้นที่ตำแหน่งนั้น เรียกว่าตำแหน่ง “โยคะ” พักลิ้นไว้จุดนี้ตลอดการฝึก

หายใจเข้าออกถี่ๆ ทางจมูก หุบปากตามสบาย การหายใจเข้าและออก ควรเป็นระยะเท่ากันและถี่กระชั้น จนคุณรู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่ฐานต้นคอเหนือกระดูกไหปลาร้าและที่กระบังลมเกิดการเคลื่อนไหวตาม หน้าอกต้องกระเพื่อมเร็วและเป็นจังหวะคล้ายๆ กำลังสูบลมด้วยที่สูบลม ภาษาสันสกฤตจะเรียกหารบริหารบทนี้ว่า “การหายใจแบบสูบลม” ซึ่งควรมีเสียงทั้งหายใจเข้าและหายใจออก หายใจให้ได้สัก 3 รอบต่อ 1 วินาที ถ้าพอทำไหว

ครั้งแรกที่คุณลองหายใจแบบนี้ ให้ทำสัก 15 วินาทีก็พอ ตามด้วยการหายใจปกติ แต่ละครั้งที่คุณจะบริหารก็ให้เพิ่มเวลาขึ้นเป็นครั้งละ 5 วินาที จนกระทั่งทำได้ถึง 1 นาทีเต็ม

วิธีนี้เป็นการออกกำลังกายให้แก่การหายใจจริงๆ คุณจึงควรรู้สึกล้าตามกล้ามเนื้อจุดต่างๆ ที่ใช้งาน ไม่ต้องวิตก การบริหารบ่อยๆ จะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น และเมื่อคุณกลับสู่การหายใจปกติ จะรู้สึกว่ามีพลังงานเคลื่อนไหวถ่ายเทไปตลอดทั้งร่างอย่างเบาบาง แต่หนักแน่น

วิธีบริหารลมหายใจนี้จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้ทำงานมากขึ้น ลองใช้วิธีนี้แก้ง่วงแทนกาแฟ คุณหมอแอนดรูก็ใช้วิธีนี้เสมอยามขับรถ เขาพบว่ายิ่งทำมากเท่าใด ยิ่งสร้างพลังให้แก่คุณเองมากขึ้นเท่านั้น
*
*

วิธีถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์


วิธีถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์

น้องๆ วัยเรียนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน อาจเกิดอาการตาแห้ง สายตาล้า ดังนั้น เพื่อตาคู่สวยจะได้ทำหน้าที่ให้ดีไปนานๆ สัปดาห์นี้ 'Edutainment Zone' ชวนมาถนอมดวงตากัน

1. เริ่มจาก 'จอภาพ' ควรห่างจากสายตาประมาณ 1 ช่วงแขน และตั้งกับโต๊ะที่ไม่สูงหรือต่ำเกินไป หากระยะห่างระหว่างจอกับตาไม่สัมพันธ์กัน จะทำให้รู้สึกเมื่อยล้าและปวดตาได้ นอกจากนี้ ยังส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณไหล่และหลังเกร็ง เนื่องจากท่านั่งไม่สมดุล และต้องก้ม-เงย เป็นเวลานาน

2. ปรับแสงหน้าจอคอมฯ ให้รู้สึกสบายตา โดยดูจากสภาพแวดล้อมในห้องด้วยว่า เมื่อส่องมากระทบจะมีแสงจ้าเกินไปหรือไม่ เพราะแสงที่สว่างมากจะส่งผลเสียต่อตาได้ง่าย อาจทำให้รู้สึกแห้งและแสบตา นอกจากนี้ อาจติดแผ่นกรองรังสี เพื่อลดการกระจายแสง

3. คลายความล้า โดยหยุดพักทุก 30 นาที มองไปไกลๆ หรือหลับตาประมาณ 5 นาที จากนั้น อาจเปลี่ยนอิริยาบถยืดเส้นยืดสาย เพื่อลดปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเนื่องจากการใช้คอมฯ เป็นเวลานาน

4. หลังทำงานเสร็จ หลับตา แล้วใช้น้ำเย็นชโลมดวงตา หรือหาผ้าชุบน้ำหมาดๆ มาปะคบประมาณ 5 นาที จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา และทำให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาได้ดี

ลองไปปรับใช้กับคอมพิวเตอร์เครื่องโปรดกันดู เพื่อถนอมดวงตาคู่สวยให้ใสปิ๊ง และทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพให้นานที่สุด
*
*

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เทคนิคหน้าท้องแบนราบ


เทคนิคหน้าท้องแบนราบ

ใครที่อยากหน้าท้องแบนราบ มีเทคนิคในการทำให้หน้าท้องแบนราบมาฝาก...

*ดื่มน้ำให้เพียงพอ ควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เพราะถ้าร่างกายขาดน้ำ จะกักเก็บของเหลวไว้ ทำให้ดูบวมน้ำ

*งดน้ำอัดลม อันนี้เป็นตัวการสำคัญทำให้เกิดลม ในกระเพราะอาหาร ถ้าอยากดื่มน้ำหวาน ให้เลือกชนิดไม่อัดแก๊สจะสบายท้อง

*รับประทานโยเกิร์ต เนื่องจากในโยเกิร์ตจะมีสารที่ช่วยย่อยสลายน้ำตาล และโปรตีน ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น

*ลดเกลือ ลองเปลี่ยนมาใช้ซีอิ๊วญี่ปุ่น หรือซอสปรุงรส แทนน้ำปลา และใช้เนื้อสัตว์สด ในการปรุงอาหาร ดีกว่าเนื้อสัตว์ชนิดแปรรูป เพราะมีเกลือน้อยกว่า เกลือทำให้ร่างกายบวมน้ำ นอกจากตัวบวมแล้ว ยังเป็นเหตุให้ใต้ตาบวมอีกด้วย

*หลีกเลี่ยงน้ำตาลฟรักโทส พบได้ในผลไม้ทุกชนิด โดยเฉพาะผลไม้สุก น้ำผลไม้ และในน้ำอัดลมทุกชนิด สิ่งที่เน้นให้เลี่ยงน้ำตาลฟรักโทสจากผลไม้ นั่นคือ ผลไม้อบแห้ง อย่าง อินทผลัม กล้วยตาก นอกจากหวานมากแล้ว ยังอาจเกิดแก๊สซึ่งไปรบกวนระบบย่อยอีกด้วย

*เพิ่มโพแทสเซียม พบมากในกล้วยหอม และบร็อคโคลี่ โพแทสเซียมจะช่วยรักษาระดับน้ำในเซลล์ ให้สมดุล และป้องกันอาการบวมน้ำ

*ดื่มน้ำขิง เพราะขิงช่วยลดอาการบวมน้ำ ขับลม และช่วยให้ระบบย่อยดีขึ้น สำหรับการดื่มน้ำขิงควรเลือกขิงผงพร้อมดื่ม ที่น้ำตาลน้อย จะได้ไม่อ้วน

*รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากมีหน้าท้องแบนราบ ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้
*
*

กลยุทธ์...ปัสสาวะอย่างไรไม่มีโรค


กลยุทธ์...ปัสสาวะอย่างไรไม่มีโรค

เรื่องของการปัสสาวะ ถ้าทำไม่ถูกวิธีก็อาจจะส่งผลร้ายมาถึงสุขภาพได้เหมือนกันนะ...

1. อย่ากลั้นปัสสาวะ ปวดเมื่อไรต้องรีบเข้าห้องน้ำทันที ถ้าไม่อยากเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบในภายหลัง

2.เวลาปัสสาวะไม่ควรเบ่งแรงๆ เพราะหูรูดปัสสาวะอาจจะเสียหายได้

3. เวลาที่รู้สึกปัสสาวะสุดแล้วควรเบ่งต่ออีกเล็กน้อย เพื่อให้มีปัสสาวะเหลือในร่างกายน้อยที่สุด เพราะน้ำปัสสาวะเป็นน้ำที่ร่างกายต้องการขับทิ้ง จะเรียกว่าเป็นพิษต่อร่างกายเราก็ยังได้ ฉะนั้นยิ่งมีน้อยเท่าไรก็ยิ่งดี

4.ถ้ามีอาการต่อไปนี้แสดงว่าอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นในกระเพาะปัสสาวะแล้ว
*เวลาปัสสาวะต้องเบ่งมากผิดปกติ
*ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิม
*น้ำปัสสาวะมีสีเปลี่ยนไป


5. หลังจากปัสสาวะทุกครั้งควรซับบริเวณนั้นให้แห้ง เพื่อไม่ให้มีเชื้อราในร่มผ้าเกิดขึ้น

6. ก่อนเดินทางไกลในแต่ละครั้ง ควรปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องกลั้นระหว่างทาง

7. ถ้ามีอาการปัสสาวะไม่ออก อย่าซื้อยาขับปัสสาวะมาทานเองเด็ดขาด ควรจะไปพบแพทย์ปลอดภัยกว่า

8. ผู้ใหญ่วัยกลางคนอาจจะมีอาการปัสสาวะเล็ด แต่ก็สามารถรักษาได้ด้วยการฝึกขมิบวันละ 100 ครั้งทุกวันเพื่อบริหารอุ้งเชิงกราน โดยผู้หญิงให้ขมิบช่องคลอด ส่วนผู้ชายขมิบทวารหนัก

9. ควรดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้วทุกวัน เพื่อให้ร่างกายขับของเสียออกมาทางปัสสาวะได้อย่างต่อเนื่อง และป้องกันอาการปัสสาวะอักเสบด้วย

10. ทั้งก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์ สาวๆ ทุกคนควรปัสสาวะก่อน จะช่วยป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้อีกทางหนึ่ง

11. ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง หรือเลือดปนออกมากับน้ำปัสสาวะ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

12. เวลาถ่ายปัสสาวะต้องไม่มีอาการเจ็บ แสบหรือปัสสาวะติดขัด ถ้ามีอาการทั้งหมดนี้ต้องไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะคงมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับอวัยวะภายในของคุณแล้วล่ะ

13. ธรรมชาติของคนเราต้องมีการปัสสาวะอย่างน้อยวันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1 วันเต็ม แสดงว่าร่างกายคุณกำลังมีปัญหาขั้นร้ายแรง ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้
*
*

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552

น้ำผึ้งช่วยชะลอความชรา ลดวิตกกังวลช่วยความจำ

น้ำผึ้งช่วยชะลอความชรา ลดวิตกกังวล ช่วยความจำ...

ผลการศึกษาครั้งใหม่ในนิวซีแลนด์พบว่าน้ำผึ้งมีคุณ สมบัติที่สามารถต่อสู้กับความชราลงได้ ทั้งในเรื่องความจำเสื่อมและความวิตกกังวล

ลินน์ เชพุลิส และนิโคลา สตาร์คีย์ จากมหาวิทยาลัยไวคาโต เมืองฮามิลตัน ได้ทดลองแบ่งกลุ่มเลี้ยงหนูด้วยอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำผึ้ง 10 เปอร์เซ็นต์ และซูโครส 8 เปอร์เซ็นต์ กับอีกกลุ่มหนึ่งเลี้ยงอาหารที่ไม่มีน้ำตาลเลย เป็นเวลา 12 เดือน

ช่วงที่เริ่มต้นการทดลองเลี้ยงนั้น หนูอายุ 2 เดือน หลังจากนั้นมีการประเมินผลทุก 3 เดือนโดยใช้แบบทดสอบที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อวัดเรื่องความวิตกกังวล กับความจำเกี่ยวกับระยะทาง ผลปรากฏว่าหนูที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยน้ำผึ้งใช้เวลาเกือบ 2 เท่าในพื้นที่ส่วนเปิดของ “การประเมินเขาวงกต” นักวิจัยเห็นว่ามีความวิตกกังวลน้อยกว่า หนูพวกนี้ยังค่อนข้างจะใช้เวลามากกว่าในส่วนใหม่ของเขาวงกตรูปตัววาย แสดงว่าพวกมันรู้ว่ามันเคยอยู่ตรงจุดใดมาก่อนและมีความจำระยะทางได้ดีกว่า

สตาร์กี้ หนึ่งในผู้วิจัยกล่าวว่า“อาหารหวานจากน้ำผึ้งน่าจะมีประโยชน์ในการลดความวิตกกังวลและปรับปรุงความจำได้ในระหว่างที่ชรา”

นักวิจัยเสนอว่าน้ำผึ้งอาจจะเข้าไปกระตุ้นความทรงจำเนื่องจากมีคุณสมบัติแอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งป้องกันเซลล์ในร่างกายถูกทำลาย งานวิจัยดังกล่าวนำเสนอต่อที่ประชุมสมาคมศึกษาพฤติกรรมสัตว์ ที่มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล
*
*

อ่านหนังสือพิมพ์ทายนิสัย...


อ่านหนังสือพิมพ์ทายนิสัย...

*อ่านข่าวบันเทิงก่อน
เป็นคนที่มีความสนุกสนานรื่นเริง ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับความบันเทิงเริงรมย์ ชอบไปงานเลี้ยงสังสรรค์ ชอบดู ภาพยนตร์ สนใจเรื่องของชาวบ้าน

*อ่านหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับ
เป็นคนกระตือรือร้นและอยากได้ข่าวสารใหม่ๆ ตลอดเวลา ไม่ชอบที่จะเป็นคนตกข่าว เป็นคนรอบคอบละเอียดถี่ถ้วน เมื่อทำอะไรแล้วก็จะตั้งใจทำให้ดีที่สุด

*อ่านข่าวในประเทศก่อน
เป็นคนที่เคารพกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ของสังคม ไม่ชอบเอาเปรียบผู้อื่นเป็นนักต่อสู้ตัวฉกาจ ปฏิบัติตัวต่อคู่ครองด้วยความรักและซื่อสัตย์ มีความจริงใจต่อเพื่อนฝูง ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจ

*อ่านข่าวผ่านๆ และเลือกอ่านข่าวเพียงบางเรื่อง
เป็นคนไม่ค่อยใส่ใจต่อเหตุการณ์ของโลกนัก มักจะใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ค่อยยุ่งกับชาวบ้าน มองโลกในแง่ดี รักเพื่อน และมีน้ำใจ

*อ่านข่าวภูมิภาคก่อน
หากเลือกอ่านข่าวที่เกี่ยวกับท้องถิ่นของตนเองก่อน จะเป็นคนที่รักพวกพ้องมากใครจะมาแตะต้องไม่ได้ ต้องลุยให้แหลกกันไปข้างหนึ่ง เป็นคนชอบความสงบ ไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นนอกจากพวกของตน

*อ่านข่าวเกี่ยวกับการบ้านการเรือนก่อน
เป็นคนที่กระตือรือร้นและมีระเบียบ วินัย มีการวางแผนงานเฉพาะหน้าเพื่อตนเองและครอบครัว หากรักปากอะไรกับใครแล้วต้องทำให้ได้

*อ่านข่าวท่องเที่ยวก่อน
เป็นคนอยู่ไม่ติดที่ ชอบเดินทางอยู่เสมอ ถ้าหากอยู่ที่ไหนนานเกินไปจะเกิดอาการเบื่อ ต้องรีบหาเรื่องชีพจรลงเท้าทันที รักความอิสรเสรี เป็นตัวของตัวเองสูง

*อ่านข่าวกีฬาก่อน
เป็นคนชอบทำงานเป็นทีม ไม่หวั่นต่อการเสี่ยงและท้าทาย ชอบการทำงานหนักและไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคต่างๆ แต่จะคิดว่าเป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับตนเอง นอกจากนั้นแล้วยังเป็นคนที่ชอบการต่อสู้แข่งขันมีระเบียบวินัยสูง มักจะประพฤติตัวอยู่ในกรอบและพร้อมจะปรับปรุงตัวเอง

*อ่านข่าวเศรษฐกิจก่อน
เป็นคนชอบความท้าทาย ชอบเรื่องลับสมอง และมีความสุขที่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ออกมา เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูง ค่อนข้างจริงจังกับชีวิต จะทำงานที่เห็นว่าเหมาะสมกับตนเองและทุ่มเทกับการทำงานอย่างเต็มที่

*อ่านเรื่องเกี่ยวกับอาหารก่อน
เป็นคนที่มีรสนิยมดี ชอบความสวยงาม ชอบให้ตนเองแวดล้อมไปด้วยสิ่งที่เจริญตา และพยายามทำตนให้เป็นที่สนใจต่อเพื่อนฝูงและคนอื่นๆ ไม่ชอบเป็นคนตกสมัยมักทำตัวเองให้อัพเดทอยู่เสมอ ทั้งในเรื่องการแต่ตัวและรสนิยมในการใช้ชีวิต


เป็นไงล่ะพี่น้อง...มันแหลงไปวันวัน...

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"อย่าทำแบบนี้นะ เดี๋ยวรักตายเลย"

"อย่าทำแบบนี้นะ เดี๋ยวรักตายเลย"

ขอเถอะค่ะคุณผู้ชาย อย่าทำเรื่องเหล่านี้กับพวกเราให้บ่อยนัก เดี๋ยวหลงรักคุณเร็วไป...

นี่คือเสียงวิงวอนร้องทุกข์จากสาวๆ ที่เราไปตระเวนสัมภาษณ์และรวบรวมมาบอกเล่าให้ฟัง พวกเธอล้วนโอดครวญเป็นเสียงเดียวกันว่า "อย่าทำแบบนี้นะ เดี๋ยวรักตายเลย"

1. อย่าโทรหาเวลาดึก ...
เพราะ เวลาก่อนเข้านอน ฉันต้องคุยกับคนพิเศษเท่านั้น "เค้าไม่รู้หรอกว่าเราน่ะต้องรีบวางสายเพื่อนคนอื่นทุกครั้งที่เบอร์เค้า โชว์เป็นสายซ้อนเข้ามา "

2. อย่าโทร.มาเวลาเดิมๆ ทุกๆ วัน ครั้งละนาน ๆ ...
เพราะฉันจะเข้าข้างตัวเองไปกันใหญ่ ว่าตัวเองน่ะเป็นคนพิเศษ และมีความหมายมากมายเหลือเกินสำหรับคุณ

3. อย่าคุยโทรศัพท์กับฉันจนถึงเช้า ...
เพราะฉันอาจกลับไปนอนฝันถึงคุณแล้วพอตื่นขึ้นมา ฉันก็จะยังคิดถึงคุณจับใจและอมยิ้มอยู่ได้ตลอดทั้งวัน

4. อย่าเล่าเรื่องดีๆ เกี่ยวกับแฟนคนเก่าและอย่าพูดว่าตอนนี้เหงาอยากมีใครสักคนมาดูแล ...
เพราะ ฉันอาจจะอยากเป็นคนๆ นั้นให้เร็วที่สุด "ชอบเค้าหรือเปล่า ยังไม่แน่ใจหรอก รู้แต่แอบอิจฉาแฟนเก่าเค้าลึกๆ พอรู้ว่าตอนเลิกกันเค้าเสียใจมากแค่ไหน "

5. อย่าลองใจโดยการเงียบหายไป ไม่โทร.หาฉันหลายๆ วัน ...
เพราะฉันจะตื่นเต้นทุกครั้งเวลาเสียงโทรศัพท์ดัง และกระวนกระวายใจอยากโทร.หาคุณใจแทบขาด แต่ก็ไม่กล้า เพราะต้องรักษาฟอร์ม

6. อย่าบอกว่าช่วงนี้สับสนและอยากอยู่คนเดียว ...
เพราะฉันจะรอ รอ รอ และสัญญากับตัวเองในใจว่าจะทำตัวน่ากับคุณให้มากขึ้น จะเป็นฝ่ายโทร.หาให้บ่อยขึ้น แล้วก็จะเลิกฟอร์มใส่คุณซะที

7. อย่าโทร.หาและส่งเมสเสจมาทุกวันแล้วดันบอกไม่ได้คิดอะไร ...
เพราะ มันจะทำให้ฉันคิดมาก แล้วก็อยากเป็นเจ้าของคุณขึ้นมาจริงๆ "เค้าเมสเสจบอกว่าคิดถึงไม่เว้นแต่ละวัน แต่ก็ไม่ขอหนูเป็นแฟนสักที ทำไมต้องให้ความหวังกันด้วย"

8. อย่าบอกว่าจะไปส่งที่บ้านแล้วพอถึงบ้านอย่าส่งเมสเสจว่า "ดูแลตัวเองดีๆ นะ" ...
เพราะฉันจะอยากให้คุณมาดูแลอย่างนี้ทุกๆ วัน

9. อย่าเปิดเพลงความหมายดีๆ ให้ฟังทางโทรศัพท์แล้วบอกให้ฉันตั้งใจฟัง ...
เพราะฉันจะกลับมานั่งตีความเนื้อเพลงทีละคำ และเปิดฟังมันอยู่ซ้ำๆ ไม่ยอมเบื่อ

10. อย่าทำเป็นทะนุถนอมและเอาใจเหมือนฉันเป็นเจ้าหญิง ...
เพราะสุดท้ายฉันก็ต้องการเป็นเจ้าหญิงตัวจริงของคุณ ไม่ใช่มีความสำคัญแค่เพียงเป็นเพื่อนของเจ้าชายเท่านั้น

11. อย่าทิ้งการดูบอลและบอกปัดนัดเพื่อนเพียงเพื่อจะมาคุยโทร.กับฉัน ...
เพราะมันจะทำให้ฉันสำคัญตัวผิด

12. อย่ามาหยอดคำหวานตลอดการคุยกัน ...
เพราะ ฉันจะชอบใจและตั้งตารอฟังคำหวานๆ ทุกครั้งที่คุณโทร.มา "จริงๆ เค้าไม่ใช่คนเดียวที่ชมว่าเสียงเราน่ารักนะ แต่เค้าเป็นคนแรกที่พูดว่า "น่ารักจัง" แทบทุกครั้งที่เราพูดจบประโยค"

13. อย่าบอกว่าเรามีอะไรคล้ายๆ กัน และอย่าบอกว่าสบายใจทุกครั้งที่ได้คุยกับฉัน ...
เพราะฉันจะรู้สึกและคิดในแบบเดียวกันด้วยอย่างเต็มใจ และแอบคิดไปไกลถึงว่าเรานั้นเหมาะสมกันจริงๆ

14. อย่าใช้มือถือแอบถ่ายรูปฉันตอนเผลอ แล้วบอกว่าน่ารักดี ...
เพราะฉันจะเผลอหลงตัวเอง และคิดไปว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนแล้วที่จะน่ารักสู้ฉันได้ในสายตาคุณ

15. อย่ามาพูดว่าฉันเป็นผู้หญิงที่แสนดี ใครได้ฉันเป็นแฟนต้องเป็นผู้ชายน่าอิจฉา ...
เพราะฉันจะปลื้มสุดๆ แล้วก็แอบลุ้นให้คุณเป็นผู้ชายที่โชคดีคนนั้น

ของแถม...
http://statics.seedang.com/files/entries/4/45510/videos/1_original.flv
อย่าคิดมากเอามาให้ดูแก้เบื่อแก้เซ็ง ทึ่งในการคิดของคนวาด หักมุมออกมาน่ารักดี

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552

BirthDayนาทีคลอดลูก...LoveParent

BirthDayนาทีคลอดลูก...LoveParent กว่าจะเกิดมาคุณแม่ต้องทรมานแค่ไหน?

วีดีโอชุดนี้เอาไว้สอนเปิดให้ลูกหลานดู...
File ทอล์คโชว์...BirthDayนาทีคลอดลูก...LoveParent
http://www.fungdham.com/download/vdo-others/talkshow-loveparent.wmv
นาทีคลอดของคุณแม่...
http://www.fungdham.com/download/vdo-others/birthday04.wmv
ทั้ง 2 ไฟล์ ใช้ nero(v.7premium) เขียน VCD ได้เลย คุณภาพ 99%
เก็บเอาไว้สอนเปิดให้ลูกหลานดู...ลูกหลานจะรักพ่อแม่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

วิธีคลอดลูกแบบธรรมชาติใครใจไม่ถึงอย่าดู…
http://fwmail.teenee.com/strange/8928.html
ตอนคลอด
http://www.youtube.com/watch?v=l4q-djeBdo4&feature=related
ผ่าตัดคลอด
http://www.youtube.com/watch?v=o3cwE1ImV_M&feature=related
วินาทีเด็กน้อยลืมตาดูโลก
http://www.youtube.com/watch?v=ajA6olRbBUs&feature=related

ตามไปดูทอล์คโชว์...BirthDayนาทีคลอดลูก...LoveParentที่นี่...
http://sites.google.com/site/northfoodd/kartun-dek-thiy



วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552

ความจริงกับอาการนอนกรน


ความจริงกับอาการนอนกรน

*อาการนอนกรน เป็นปัญหาของการนอนหลับ ที่พบบ่อยในคนอายุ 30-35 ปี ซึ่งมักจะเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วน ผนังคอหนา เนื้อเยื่อในช่องคอ หย่อนตัวขณะนอนหลับ

*ประมาณร้อยละ 20 เป็นเพศชาย และร้อยละ 5 เป็นเพศหญิง และอาการ นอนกรนจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น

*เสียงกรนเกิดจากการที่อากาศเคลื่อนผ่านทางเดินหายใจที่แคบ ซึ่งมักเกิดจากการผ่อนคลายหรือหย่อนตัวของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนบนขณะนอนหลับ เช่น กล้ามเนื้อบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ ผนังคอหอย หรือโคนลิ้น ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนและสะบัดของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนในบริเวณนั้นเกิดเป็นเสียงกรนขึ้น

*การอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนจากต่อมทอนซิลและต่อมอดีนอยด์ที่โต ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการนอนกรนที่สำคัญในเด็กหรือเนื้องอกหรือซีสต์ (Cyst) ในทางเดินหายใจส่วนบนหรือการที่มีโพรงจมูกอุดตันจากหลายสาเหตุ เช่น อาการคัดจมูกจากโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ผนังกั้นช่องจมูกคด เนื้องอกในโพรงจมูกและ/หรือโพรงอากาศข้างจมูก ริดสีดวงจมูก ไซนัสอักเสบ ก็เป็นสาเหตุที่ให้เกิดอาการนอนกรนได้เช่นกัน

*อาการนอนกรนจึงไม่ใช่เรื่องปกติ แต่กลับบ่งบอกถึงการมีสิ่งอุดกั้นในระบบ ทางเดินหายใจส่วนบน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) เป็นภาวะที่มีการอุดกั้นในทางเดินหายใจมากจนกระทั่งทำให้เกิดการหยุดหายใจเป็นช่วงๆขณะนอนหลับได้ ใครมีปัญหาควรรีบปรึกษาแพทย์

*การนอนกรนอาจส่งผลให้ง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน ทำให้เรียน หรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ถ้าต้องขับรถอาจเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ นอกจากนั้น จะมีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอื่นๆ ได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตในปอดสูง โรคหลอดเลือดในสมอง

*ลักษณะทั่วไป ที่อาจส่งเสริมให้เกิดอาการนอนกรนขณะหลับได้ เช่น คอสั้น อ้วน น้ำหนักมาก มีความผิดปกติในลักษณะโครงสร้างของใบหน้า เช่น คางเล็ก ถอยร่นมาด้านหลัง

*หญิงที่มีรอบคอเกินกว่า 15 นิ้ว และชายที่มีรอบคอใหญ่กว่า 17 นิ้ว เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคนอนกรนได้ พอๆ กับคนที่มีต่อมทอนซิลโต และจมูกอักเสบเนื่องจากโรคภูมิแพ้

*"อาการนอนกรนกำลังเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ฮิตที่ไต่อันดับความนิยมที่ไม่น่าชื่นชมทั้งกับคนกรน และคนข้างตัวมากขึ้นทุกวัน ข้อมูลล่าสุดพบว่า สถิติโรคนอนกรนในคนไทย พบในกลุ่มผู้ชายมากถึง 20-30% ส่วนผู้หญิงพบได้ 10-15% โดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยทำงาน คนที่ อาการรุนแรงมากพบได้สูงถึง 5%

*อาการนอนกรนในวันนี้ ไม่เพียงแค่สร้างความรู้สึกรำคาญ แต่ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญญาณมรณะด้วย เพราะในบางคน อาการนอนกรนสื่อถึงการขาดอากาศหายใจในช่วงสั้นๆ ที่อาจทำให้หลับยาวแบบไม่ตื่นฟื้นไม่มีทีเดียว ดังนั้น จึงควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ และนี่คือข้อเท็จจริงที่นำมาฝาก"


*TIPS กำจัดเสียงกรน

*ดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำหนึ่งช้อนโต๊ะก่อนนอน

*อย่ารับประทานอาหารหนัก สามชั่วโมงก่อนนอน กระเพาะที่เต็มไปด้วยอาหารจะส่งผลให้กะบังลมถูกกดทับ ทำให้การเดินลมในร่างกายตีบตัน

*หลีกเลี่ยงการใช้หมอนนุ่มๆ เพราะจะไปทำให้คอหอยผ่อนคลาย ทำให้ระบบช่องลมไม่ขยาย

*ปรับความชันของเตียงนอนให้ส่วนหัวสูงขึ้นจากแนวราบสี่นิ้ว จะช่วยผ่อนการ กดทับของลิ้น และกราม ส่งผลให้ลดอาการกรนระหว่างหลับ

*นอนตะแคง จะช่วยลดและผ่อนคลายความดันในช่องทางเดินอากาศที่เกิดจากการมีน้ำหนักมากเกินไปได้ แต่ถ้าไม่ชินกับการนอนตะแคง อาจใช้ลูกเทนนิส 2-3 ลูก เปลือกถั่วใส่ถุง หรือกระเป๋าวางไว้ด้านหลัง ลูกบอลหรือเปลือกถั่วเหล่านี้จะช่วยให้ไม่พลิกตัวไปนอนหงายได้

*หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิด เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ และยาแก้แพ้ต่างๆ เป็นตัวทำให้การหายใจช้าลง และตื้นขึ้น กล้ามเนื้อหย่อนคลายลงมากกว่าปกติ จึงมีแนวโน้มได้มากว่าโครงสร้างลำคอจะอุดตันช่องทางเดินอากาศได้ง่าย เป็นสาเหตุให้เกิดอาการนอนกรน

*ลดน้ำหนัก ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับเกิดขึ้นบ่อยครั้งที่สุดสำหรับผู้ที่มี น้ำหนักตัวมากผิดปกติ ทำให้การหายใจเป็นไปได้อย่างยากลำบาก การลดน้ำหนักสามารถช่วยได้ แต่หมายถึงลดให้ใกล้เคียงกับน้ำหนักตามสัดส่วน

*ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังสามารถช่วยลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัยที่สุด ทั้งยังช่วยปรับสภาพกล้ามเนื้อ และทำให้ปอดทำงานได้ดีขึ้น

*กำจัดปัจจัยในที่นอนที่ทำให้เกิดอาการหอบหืดภูมิแพ้ เช่น ไร ฝุ่น ขนสัตว์ จะช่วยลดอาการคัดจมูกได้ด้วย

*เพื่อป้องกันการนอนหงาย (แล้วจะกรน) อาจจะนำเอาลูกเทนนิส 2-3 ลูกมาใส่ถุงผ้าแล้วเย็บติดกับเสื้อที่ใส่นอน เวลานอนจะทำให้นอนหงายลำบาก เราจะต้องนอนตะแคงตัวไปเอง เป็นอุปกรณ์กันการนอนกรนแบบประหยัด

*หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือสัมผัสควันบุหรี่

*ใช้เครื่องมือที่เป่าลมเข้าไปในทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้นหรือไม่อุดกั้นขณะนอนหลับ

*หากเป็นมากต้องไปหาหมอ จะมีการตรวจหาความผิดปกติของการหายใจขณะนอนหลับ (ตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ) และอาจมีการรักษาโดยการใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการผ่าตัด แล้วแต่หมอจะเห็นเหมาะสม



วิธีถนอมหลังห่างไกลอาการปวด


วิธีถนอมหลังห่างไกลอาการปวด

*ดร.นิโคล ลีเดอท ไคโรแพร็กเตอร์ จากประเทศออสเตรเลีย กล่าวแนะนำการนั่งทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงอาการปวดเมื่อย โรคยอดฮิตของหนุ่มสาวออฟฟิศในยุคนี้ โดยเตือนว่าการนั่งแบบไม่มีพนักพิงจากเก้าอี้ นั่งจมลงไปในเก้าอี้ นั่งชิดแป้นพิมพ์หรือเมาส์เกินไป เท้าไม่สัมผัสพื้น นั่งบนเก้าอี้ที่ไม่เหมาะสมบนโต๊ะทำงาน รวมถึงการยกของหนักผิดวิธี เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง เนื่องจากมีการเกร็งกล้ามเนื้อมากเกินไปในระยะเวลานานๆ

*สำหรับใครที่มีอาการปวดหลังเนื่องจากสาเหตุดังกล่าว ดร.นิโคลมีวิธีนั่งที่ถูกวิธีดังนี้

*ควรนั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง โดยมีความกว้างและลึกที่ทำให้ผู้นั่งนั่งให้หลังชนเก้าอี้ได้ โดยเท้าสัมผัสพื้น หากไม่สามารถนั่งเช่นนี้ได้ให้หาที่วางขาให้เข่าอยู่ในลักษณะเท่ากัน และวางเมาส์ไว้ใกล้ตัวเพื่อจะได้ไม่ต้องเอื้อมไปจับ พัก 1-2 นาที ทุกๆ 20-30 นาที ลุกขึ้นและผ่อนคลาย

*ไม่ควรนั่งจมลงไปในเก้าอี้ เพราะจะทำให้หลังงอได้

*หากต้องอ่านหนังสือ ควรให้หนังสืออยู่ระดับเดียวกับสายตา เพราะถ้าหากอยู่ต่ำจะทำให้เวลาอ่านต้องมองขึ้นมองลง อาจทำให้เกิดอาการปวดคอและหลังท่อนบนได้

*ไม่ควรนั่งเก้าอี้ที่ใหญ่เกินไป เพราะจะทำให้ต้องเขยิบไปกลางเก้าอี้ ทำให้ขาไม่ได้รับน้ำหนักอาจทำให้ปวดหลังได้

*ในการยกของหนักควรให้หลังโค้งตามธรรมชาติอยู่เสมอ เพราะส่วนโค้งของหลังเป็นส่วนที่รับน้ำหนักและพยุงหลังได้ดีที่สุด

*ควรแยกขาออกจากกันในขณะยกของ เพราะจะช่วยทำให้คุณอยู่ในตำแหน่งที่สมดุลเมื่อต้องยกของ

*พยายามเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องก่อนยกของทุกครั้ง เพราะกล้ามเนื้อหน้าท้องจะช่วยพยุงหลัง

*ควรใช้อุปกรณ์ช่วยในการยกโดยมีวิธีการยกของที่ถูกต้อง คือการถือของห่างจากลำตัวเพราะเป็นการช่วยเพิ่มแรงดัน และขณะที่ยกและเคลื่อนย้าย ควรหมุนตัวไปทั้งตัวแทนที่จะหมุนแค่กระดูกสันหลัง


วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552

อาบน้ำอย่างไรให้สวย






อาบน้ำอย่างไรให้สวย

*การอาบน้ำเป็นกิจวัตรประจำวันที่สุดแสนจะธรรมดา แต่เชื่อหรือไม่ว่า หากพิถีพิถันกับการอาบน้ำสักนิดจะส่งผลให้ผิวพรรณสวยขึ้นและไม่เจ็บป่วยง่ายอีกด้วย สิ่งที่ควรคำนึงถึงเมื่ออาบน้ำมีดังนี้ค่ะ

*ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด

*ผิวธรรมดา-ผิวมัน : เลือกใช้สบู่ที่มีค่าความเป็นกรด-ด่างใกล้เคียงกับผิวมากที่สุด คือ pH 5.5 เพราะสบู่ที่เป็นด่างเมื่ออาบกับน้ำกระด้าง จะทำให้เกิดขี้ไคลสบู่ ถูล้างไม่ออก นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงสบู่ที่มีกลิ่นฉุนและแรง เพราะอาจทำให้ผิวแพ้ได้

*ผิวแห้ง : เลือกใช้ครีมหรือเจลอาบน้ำแทนสบู่ เพราะครีมหรือเจลมีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรซ์เซอร์ซึ่งไม่ละลายไปกับน้ำที่อาบและเคลือบผิวไว้หลังอาบน้ำเสร็จแล้ว สังเกตจากคราบลื่นๆ ที่อยู่บนผิว ซึ่งบางคนเข้าใจผิดคิดว่าล้างออกไม่หมด จึงล้างต่ออีก ซึ่งอาจทำให้ผิวระคายเคือง แดง หรือลอกได้

*ผลิตภัณฑ์อโรม่า

*หลังแช่น้ำในอ่างอาบน้ำอุ่นเสร็จแล้ว ควรอาบน้ำเย็นอีกครั้งเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้เป็นปกติ และใช้น้ำมันหอมระเหยหรืออโรม่าร่วมด้วย มีข้อดีคือ น้ำมันบางชนิดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้โดยตรงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดูมีน้ำมีนวลมากกว่าการใช้โลชั่นทาผิว, บรรเทาอาการเจ็บปวดเมื่อยล้า, ปรับสมดุลของกระบวนการเมตาบอลิซึม ระบบการย่อยช่วยให้ร่างกายสะสมพลังงานได้ดีขึ้น และนอนหลับง่ายขึ้น

*สำหรับคุณภาพของน้ำมันหอมระเหยดูได้จากราคา ถ้าราคาแพงคุณภาพจะดีกว่า นอกจากนี้ควรเลือกกลิ่นอโรม่าให้เหมาะกับชนิดของผิว เช่น ผิวธรรมดา-ผิวมันควรเลือกใช้น้ำมันดอกมะลิ , ดอกเยอราเนียม, ดอกกุหลาบ 1 หยดต่อน้ำปริมาตร 1 อ่างช่วยรักษาสมดุลความเป็นกรด-ด่างให้กับผิว ถ้าผิวแห้งควรใช้น้ำมันดอกกุหลาบ, จันทร์หอม, คาโมมาย 2 หยด ตามด้วยน้ำมันพืช เช่น โจโจ้บา หรือ sweet almond 2-3 ช้อนโต๊ะต่อน้ำปริมาตร 1 อ่าง

*อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของการใช้น้ำมันหอมระเหยไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ ดังนั้นอย่าใช้น้ำมันมากเกินไปเพราะจะทำให้เกิดผลตรงข้าม

*ใยบวบ

*ทำมาจากกากบวบ ใช้ถูตัวขจัดคราบไคลออกได้หมดจดมากกว่าฝ่ามือ เซลล์ผิวที่ตายแล้วจะหลุดออกมาโดยง่าย และประหยัดสบู่มากกว่าด้วย เมื่อใช้เสร็จควรล้างเศษสบู่ออกให้หมดแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง ใยบวบไม่เหมาะกับคนผิวแห้งเพราะอาจทำให้ผิวแดงระคายเคืองได้ สำหรับคนผิวแห้งเลือกใช้ฟองน้ำแทน

*แปรงขัดตัว

*ทำจากไนลอนเป็นเส้นๆ ขัดขี้ไคลออกเหมือนกับใยบวบ แต่แรงกดมากกว่าและมีด้ามจับสะดวก ก่อนใช้ให้เติมอโรม่าที่ขนแปรง เวลาขัดควรหลีกเลี่ยงบริเวณศูนย์รวมเส้นประสาทหรือจุดอ่อนบางเช่น กระดูกสันหลังและไหปลาร้า เพราะจะทำให้เกิดรอยดำและกระเทือนต่อระบบประสาทได้ ควรทำความสะอาดแปรงขัดตัวของคุณทุกสัปดาห์ โดยแช่น้ำส้มสายชูทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วล้างอีกครั้งด้วยน้ำสบู่อุ่นๆ

*เกลือหรือสครับ

*ถูให้ทั่วตัวช่วยขจัดเซลล์ผิวชั้นนอกออก ควรใช้สครับสัปดาห์ละครั้ง หากใช้บ่อยเกินไปจะทำให้ผิวอ่อนแอ ระคายเคืองง่าย

*เทคนิคอาบน้ำให้สวย

*น้ำเย็น เหมาะกับอากาศร้อน แนะนำให้อาบน้ำที่อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส ทำให้ผิวสดชื่นเย็นสบาย ลดอาการอ่อนเพลียของกล้ามเนื้อ รูขุมขนกระชับ ผิวตึงตัวดี เริ่มจากราดน้ำเย็นบนใบหน้า แขน ขาก่อนเพื่อให้ร่างกายปรับอุณหภูมิ จากนั้นถูเบาๆ ด้วยสบู่ จากปลายมือมายังต้นแขน จากปลายเท้าขึ้นมายังหน้าท้อง ส่วนบริเวณจุดสัมผัสต่างๆ เช่นข้อศอก หัวเข่า ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของผงขัดถูทิ้งไว้ 3-4 นาที เพื่อให้ผิวลดความหยาบลง หลังอาบน้ำใช้ฝ่ามือตบเบาๆ ทั่วตัว เพื่อกระตุ้นผิวหนังและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

*น้ำร้อน อุณหภูมิประมาณ 38-40 องศาเซลเซียส ร้อนกว่าอุณหภูมิภายในร่างกายเล็กน้อย เหมาะกับกระตุ้นคนขี้เกียจที่พึ่งตื่นนอน หรือหลังเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการทำงานหนัก แนะนำให้แช่น้ำร้อนสักพัก ความร้อนจะกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด คลายอาการเมื่อยล้า และกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเธติกทำให้ร่างกายและจิตใจกระฉับกระเฉงขึ้น แต่ไม่ควรอาบนานเกิน 10-15 นาที ผิวจะแห้งตึง หากขาดการบำรุงจะทำให้ผิวแห้งเหี่ยวก่อนวัย

*น้ำอุ่น มีอุณหภูมิต่ำกว่าน้ำร้อนคือประมาณ 24-34 องศาเซลเซียส เพื่อกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาราเธติก ทำให้ร่างกาย จิตใจสงบลง ก่อนจะอาบน้ำอุ่น ควรดื่มน้ำก่อน 1 แก้วเพื่อเปิดรูขุมขนทั่วร่างกาย น้ำอุ่นช่วยผ่อนคลายกว่าการอาบน้ำร้อนหรือเย็นจัด และอาบได้นานกว่าน้ำร้อน เพราะมีเวลารอให้รูขุมขนขยายเต็มที่นานถึง 20 นาที แต่หากเกินกว่านี้จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ผิวแห้งและคัน

*ทั้งนี้ผู้ที่อาบน้ำร้อนและน้ำอุ่น หลังอาบน้ำควรทามอยส์เจอไรซ์เซอร์หรือครีมบำรุง ชดเชยความมันบนผิวหนังที่สูญเสียไปขณะที่รูขุมขนเปิดเนื้อครีมจะซึมลึกเข้าไปบำรุงผิวได้ดีกว่า สำหรับคนผิวแห้ง ควรงดอาบน้ำอุ่นและน้ำร้อน ส่วนคนผิวธรรมดาและผิวมันไม่ควรอาบเกิน 2 ครั้งต่อวัน นอกจากวันที่อากาศร้อนมากๆ อุณหภูมิน้ำร้อนและน้ำอุ่นเหมาะกับคนป่วยที่กำลังมีไข้ เพราะร่างกายไม่ต้องปรับอุณหภูมิมาก หากอาบน้ำเย็นจะทำให้ไข้สูงขึ้นกว่าเดิมด้วย

*อาบด้วยฝักบัว : ฝักบัวมีพลังจากน้ำแรงพอที่จะไล่ไขมันให้ไปรวมกันได้ ช่วยลดไขมันในร่างกาย คล้ายกับนวดตัวไปในตัว โดยฉีดน้ำไล่จากล่างขึ้นบน โดยเฉพาะบริเวณที่ไขมันสะสมมาก หรืออาบพร้อมกลิ่นบำบัดโดยใส่การบูรหรือสมุนไพรในถุงเล็กๆ แขวนไว้ที่หัวฝักบัว แล้วปล่อยน้ำฉีดออกมาขณะอาบน้ำร้อน กลิ่นสมุนไพรจะระเหยตามออกมาด้วย

*แช่อ่างอาบน้ำ : ความดันใต้น้ำทำให้รู้สึกสบาย คลายอาการเมื่อยเท้า เท้าบวมได้ แต่ไม่ควรแช่น้ำนาน เพราะความร้อนจะทำให้ผิวหยุดผลัดเปลี่ยน ผิวไม่เปล่งปลั่งเหมือนกับใช้ฝักบัวหรือขันอาบ

*เพื่อผิวสวยแล้วควรแช่น้ำสัก 8-10 นาทีแล้วออกมานั่งถูตัวหรือสระผมข้างนอกอีก 5 นาที กลับไปแช่อีกครั้ง โดยแช่เท้าก่อน ให้น้ำค่อยๆ ท่วมถึงน่อง แขน และฝ่ามือ พยายามให้น้ำสูงขึ้นจากปลายเข้าสู่แกนกลางของร่างกาย ร่างกายจะค่อยๆ อุ่นขึ้น กล้ามเนื้อลดความแข็งเกร็ง

*ลองยืดเส้นยืดสายในน้ำ เช่น ยกขาให้เท้าชี้ไปด้านหน้า เกร็งหน้าท้องไว้แล้วค่อยๆ วางลงจะช่วยลดหน้าท้องได้ หรือบิดเอวไปมาใต้น้ำช่วยลดไขมันรอบเอว การที่ร่างกายต้องต้านแรงพยุงน้ำเพื่อเคลื่อนไหวทำให้ใช้แรงมากกว่าอยู่ในอากาศ จึงขับเหงื่อออกได้มากกว่า

*ช่วงเวลาอาบน้ำ

*เวลาที่เหมาะสำหรับการอาบน้ำคือ ก่อนรับประทานอาหาร หรือ หลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันอาการจุกเสียด เพราะหลังอิ่มใหม่ๆ เลือดจะไปเลี้ยงระบบย่อยอาหารมากขึ้น หากอาบน้ำทันที ระบบประสาทอัตโนมัติจะสั่งให้หลอดเลือดมาเลี้ยงผิวหนังมากขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกายไม่ให้เย็นเกินไป เลือดจึงไปเลี้ยงกระเพาะอาหารน้อยลง ทำให้การย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ อาจเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้

*พักเหนื่อย 1 ชั่วโมงหลังออกกำลังใหม่ๆ คือหลังเล่นกีฬาเสร็จ เลือดจะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมากขึ้นเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดจากการออกกำลังกาย เมื่ออาบน้ำทันทีเลือดจะมากระจุกที่ผิว ลดปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายยังคงรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่กระปรี้กระเปร่า ไม่ควรอาบน้ำเกิน 2 ครั้งต่อวัน เพราะจะทำให้ผิวแห้งและเป็นหวัดตามมาได้




เคล็ดลับสุขภาพดีด้วยวิธีง่ายๆ


เคล็ดลับสุขภาพดีด้วยวิธีง่ายๆ

*สุขภาพดีอาจจะหาซื้อไม่ได้แต่เป็นเจ้าของได้แน่นอน ถ้าสาวๆ ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้

*แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวี ต้องระวัง

*ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

*ผลไม้กับมื้ออาหาร

*ก่อนทานอาหารควรจะเรียกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

*อย่าปล่อยให้หิว

*ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

*เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน

*ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

*นาฬิกาชีวภาพ

*หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวนเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

*ความเครียดทำลายผิว

*ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง

*หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก

*เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

*อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง

*หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

*เท้าและข้อเท้าบวม

*ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

*งดเครื่องดื่มคาเฟอีน

*เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

*ดื่มน้ำเร็ว...อันตราย

*ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

*แดดอ่อนตอนเช้า

*แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก

*เบาหวานอย่าทานไข่

*ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

*อยากผอมต้องน้ำเย็น

*การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม

*สุขภาพดีทันทีที่ตื่น

*ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน

*ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ

*สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

*ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร

*สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ

*หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม

*ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ




ปวดคอ-เมื่อยหลัง...คุณคือตัวการ!


ปวดคอ-เมื่อยหลัง...คุณคือตัวการ!

*อาการปวดเมื่อยบริเวณคอและหลังที่เราไม่อาจทราบสาเหตุได้นั้น บางครั้งอาจเกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวันของเราเอง

*ซึ่งถ้าคุณสามารถรู้ต้นตอที่แท้จริงแล้ว ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาอาการปวดนั้นๆ ได้ด้วยตัวของคุณเอง และไม่ต้องพึ่งพายาหมอเลย มาดูกันดีกว่าค่ะว่า พฤติกรรมใดที่สามารถทำให้เกิดอาการปวดคอ-ปวดหลังได้บ้าง

*การใช้หัวไหล่หนีบหูโทรศัพท์เป็นเวลานาน จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอของคุณอ่อนล้า แม้มันจะเป็นวิธีที่ทำให้คุณมีมือที่ว่างพอจะทำอะไรต่อมิอะไรไปพร้อมๆกับการคุย วิธีแก้ง่ายๆ ก็ใช้มือถือโทรศัพท์แล้วคุยจะดีกว่า แต่หากจำเป็นจะต้องหนีบหูโทรศัพท์จริงๆ ก็ควรเปลี่ยนข้างบ่อยๆ ระหว่างซ้ายและขวา

*นั่งหลังตรงนานจนหลังงอ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งทำงานที่โต๊ะทั้งวัน การนั่งในท่าเดียวนานๆ จำทำให้กล้ามเนื้อหลังเกิดอาการเจ็บปวดมากขึ้น เพราะฉะนั้น ทันทีที่นึกได้ว่า ชักจะนั่งหลังงอแล้ว ก็ควรเปลี่ยนอิริยาบถซะ

*การถือ การสะพาย หรือยกของหนัก ก็เป็นสาเหตุที่ทำร้ายกล้ามเนื้อไหล่ หลังและคอของคุณได้ ดังนั้นจึงไม่ควรถือ สะพาย หรือยกของหนักๆ เป็นเวลานานๆ ติดต่อกัน ควรหยุดพักเป็นระยะ

*อย่าอ่านหนังสือในขณะที่คุณนอนเหยียดยาว การนอนจะทำให้เส้นเอ็นที่คอเกิดอาการตึงเครียด นำมาซึ่งอาการปวด แต่ถ้าจำเป็นต้องอ่าน ขณะที่นอน ควรยกศีรษะ คอ หลังให้อยู่ในระดับที่สูงพอสมควร

*การงีบหลับ ไม่ว่าจะเป็นการงีบหลับระหว่างการเดินทางไป-กลับที่ทำงาน หรืองีบหลับขณะทำงาน ควรหาจุดวางศีรษะให้เหมาะสมหรือตั้งศีรษะให้ตรง ไม่ควรให้ศีรษะโงกเงกเอียงไปทางโน้นทีทางนี้ที เพราะจะทำให้ปวดเมื่อยบริเวณลำคอ

*ผ่อนคลายก่อนเข้านอน การเข้านอนในขณะที่ยังมีความเครียดอยู่ เมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้า อาจทำให้ปวดต้นคอได้ ดังนั้น ก่อนเข้านอนควรอาบน้ำให้สะอาด ผ่อนคลายด้วยการหายใจเข้าหายใจออกลึกๆ เมื่อร่างกายเริ่มสบายขึ้นก็เข้านอนได้

*การเลือกหมอน ควรใช้หมอนที่มีความยืดหยุ่นเหมาะสม รับกับต้นคอพอดี เพราะการหนุนหมอนที่สูง ต่ำ แข็งหรือนิ่มเกินไป อาจทำให้คุณเกิดอาการปวดเมื่อยต้นคอได้

*เห็นไหมล่ะ...แต่ละข้อ 'คุณเอง' เป็นตัวการทั้งนั้น เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็รีบเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ จะได้ไม่ต้องบ่นปวดเมื่อยคอและหลังอีก